
เข้ายุคผันผวน
ไม่ทันไรครับ เพียงแค่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่สู้ดีนัก บรรดานักลงทุนในตลาดก็พากันคาดเดาต่างๆ นานา ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอี ครั้งที่ 3 ออกมาเร็วๆ นี้
ไม่ทันไรครับ เพียงแค่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่สู้ดีนัก บรรดานักลงทุนในตลาดก็พากันคาดเดาต่างๆ นานา ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอี ครั้งที่ 3 ออกมาเร็วๆ นี้
เห็นได้จากค่าเงินเหรียญสหรัฐในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นเอเชียเมื่อวานนี้ร่วงลงในทันที พร้อมๆ กับราคาทองคำที่ตลาดโลกปรับขึ้นกว่า 30 เหรียญสหรัฐ เป็นสัญญาณบ่งบอกชัดว่า ภาวะความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะตลาดแร่ล้ำค่า โลหะทั้งหลายกำลังจะเข้าสู่ภาวะระทึกกันอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าสิ่งที่นักลงทุนจำนวนหนึ่งต้องการในขณะนี้จะสวนทางกับสิ่งที่นักวิเคราะห์และนักวิชาการต้องการเห็นอย่างยิ่ง แน่นอนนั่นก็คือ มาตรการคิวอีครับ ซึ่งถ้าสหรัฐประกาศออกมาใช้จริงในเร็วๆ นี้ ก็จะทำให้เกิดความคึกคักในตลาดเก็งกำไรอย่างยิ่งยวด แต่ทว่านั่นไม่ได้ถือว่าเป็นผลดีต่อภาคเศรษฐกิจเท่าใดนัก
ย้อนกลับไป สหรัฐประกาศใช้มาตรการคิวอีมาแล้วถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกมีขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2551 และครั้งที่ 2 มีขึ้นในเดือน พ.ย. 2553 ครั้งละมูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
คิวอีทำให้เกิดอะไรขึ้น คิวอีทำให้เกิดกระแสเงินสดล้นตลาดสหรัฐจากปริมาณที่ธนาคารกลางสหรัฐอัดฉีดลงไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และกดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ
แต่ทว่า เงินที่ล้นออกมานั้นส่วนหนึ่งจะไหลไปสู่ตลาดในต่างประเทศและถูกนำไปใช้เพื่อการเก็งกำไรระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนอีกส่วนหนึ่งจะวิ่งเข้าหาตลาดทองคำ เพราะหวั่นกลัวต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้นจากปริมาณเงินในตลาดที่มากเกินไป
ผลกระทบโดยตรงต่อตลาดสหรัฐเองก็คือ เงินดอกเบี้ยจะอ่อนค่าลงอย่างมาก และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ อย่างในเอเชียจะแข็งขึ้น ดังนั้นหลายชาติในเอเชียจะไม่ชอบคิวอีนัก เพราะจะเจอกับผลกระทบอย่างรุนแรงกับภาคส่งออก
ที่สำคัญ คิวอีซึ่งให้ผลดีต่อนักเก็งกำไร แต่ทว่าที่ผ่านมานั้นคิวอีไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่าดีต่อระบบเศรษฐกิจในภาคจริง
สหรัฐใช้คิวอีมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้คนอเมริกันกลับมามีงานทำได้อีกครั้งหนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าเงินที่อัดฉีดลงไปนั้นไปไม่ถึงภาคธุรกิจเอกชนรายย่อยและประชาชนสหรัฐโดยตรง แต่จะไปหมุนเวียนอยู่ในตลาดและกลุ่มนักลงทุน และกลุ่มนักเก็งกำไรส่วนใหญ่
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่นักวิเคราะห์ กูรู ตลอดผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในสหรัฐเองจะไม่ชอบ และไม่เห็นด้วยที่เฟดจะออกมาตรการคิวอีออกมาเช่นนี้
แต่หากมองในแง่มุมของเฟด ตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐถือว่าอยู่ในช่วงภาวะซบเซาของจริง อีกทั้งยังมีปัญหาจากวิกฤตยุโรปคอยทำให้ระแวงตลอดเวลา การออกมาตรการบางอย่างเพื่อกระตุ้นตลาดจึงเป็นสิ่งที่เฟดต้องย้ำทำครับ
แม้ว่าผลที่ได้อาจจะไม่คุ้มเสียเลยก็ตาม







