
ศก.ชะลอพร้อมใจหั่นจีดีพีปีหน้า
ชญาวดี ชัยอนันต์ เศรษฐกรฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการสัมมนา “บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงิน” ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 5 ก.ย.นี้ บอร์ด กนง.จะหารือผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ขณะนี้ยังมีความกังวลว่าหากปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะลดอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วยหรือไม่
ชญาวดี ชัยอนันต์ เศรษฐกรฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการสัมมนา “บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงิน” ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 5 ก.ย.นี้ บอร์ด กนง.จะหารือผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ขณะนี้ยังมีความกังวลว่าหากปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะลดอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วยหรือไม่
นอกจากนี้ กนง.เตรียมทบทวนคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้และปี 2556 หลังจากเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ปรับประมาณการจีดีพีปีนี้จะเติบโต 5.7% และปีหน้าจะขยายตัวที่ 5% แต่ขณะนี้คงจะต้องมีปรับลดลงเล็กน้อย หลังจากตัวเลขการส่งออกต่ำมาก คาดการณ์จีดีพีของปีหน้าก็น่าจะต่ำกว่า 5%
นอกจากนั้น กนง.ต้องพิจารณาถึงภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผ่านมาถึงเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการส่งออก อาจจะทำให้รายได้ของการจ้างงานลดลง โดยเฉพาะรายได้ของภาคการผลิตเพื่อส่งออกจะมีรายรับลดลง ส่งผลต่อการบริโภคในประเทศให้ลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.กังวลแม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้น
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ นักเศรษฐกร ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จนถึงปีหน้าคือการส่งออกที่ชะลอตัวลง จนอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงการบริโภคในประเทศ และการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ค่อนข้างล่าช้า โดยเฉพาะงบลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ที่ยังมีความคืบหน้าไม่มากและอาจเบิกจ่ายงบได้เพียง 2.5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ทำให้ธปท.ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกินในเวลาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคในประเทศและการลงทุนภาคเอกชน ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่อไปได้ โดยในปีนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ 5.7% และปีหน้าอยู่ที่ 5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะอยู่ที่ 2.9% ในปีนี้ และ 3.4% ในปีหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้อยู่ที่ 2.2% ปีหน้าอยู่ที่ 1.9%
"การบริโภคในประเทศจะยังเติบโตได้ถึงเดือนมิ.ย.ปีหน้า ซึ่งเป็นผลจากนโยบายรถยนต์คันแรก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเอื้อต่อการบริโภค ทำให้เศรษฐกิจในประเทศยังมีแรงขับเคลื่อนพอสมควร แต่ต้องดูว่าภาครัฐจะเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนได้รวดเร็วแค่ไหน หากทำได้รวดเร็วเศรษฐกิจไทยก็จะมีแรงส่งสำคัญเข้ามาช่วยอีก ส่วนเรื่องเงินเฟ้อไม่น่ากังวล เพราะยังไม่เห็นปัจจัยเร่งให้เงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว"นางสาวชญาวดี กล่าว
นางชญาวดี ชัยอนันต์ เศรษฐกรฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวในการสัมมนา"บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงิน"ว่า คาดว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)วันที่ 5 ก.ย.จะหารือถึงผลกระทบจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
รวมถึงความกังวลในการส่งผ่านนโยบายการเงิน เพราะขณะนี้ยังมีความกังวลว่าหากมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะลดอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ คาดว่า กนง.เตรียมทบทวนคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของไทยในปี 5556 หลังจากเมื่อเดือน ก.ค.55 ธปท.ปรับประมาณการจีดีพีปี 55 เป็น 5.7% และปี 56 ที่ 5% แต่ขณะนี้คงจะต้องมีปรับลดลงเล็กน้อย หลังจากเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาและเดือน ส.ค.เห็นการส่งออกชะลอตัวและกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ดังนั้น คาดการณ์จีดีพีของปี 56 ก็น่าจะต่ำลงจาก 5%
นอกจากนั้น กนง.ต้องพิจารณาถึงภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผ่านมาถึงเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการส่งออก อาจจะทำให้รายได้ของการจ้างงานลดลง โดยเฉพาะรายได้ของภาคการผลิตเพื่อส่งออกจะมีรายรับลดลง ส่งผลต่อการบริโภคในประเทศให้ลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.กังวลแม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้น
ทางด้านศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ หั่นประมาณการเศรษฐกิจไทยปีหน้าเหลือ 2.74.7% หลังเศรษฐกิจโลกส่อแย่เกินคาด ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จากที่คาดว่าจะเติบโตที่ 5% ลงมาอยู่ที่ 4.7% หรือกรณีเลวร้ายสุดอาจเติบโตได้เพียง 2.7% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 11.3% หรือกรณีเลวร้ายสุดจะขยายตัวได้เพียง 5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 12% นอกจากนี้รัฐประชานิยมหนัก ดันหนี้สาธารณะแตะ 60% ใน 3 ปี
นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตที่ 5 % ลงมาอยู่ที่ 4.7 % หรือกรณีเลวร้ายสุดอาจเติบโตได้เพียง 2.7 % ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 11.3 % หรือกรณีเลวร้ายสุดจะขยายตัวได้เพียง 5 % จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 12 %
นางสุทธาภา กล่าวว่า การปรับลดประมาณครั้งนี้เป็นผลมาจากการตัวเลขชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจโลกในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา เช่น ดัชนีการสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมของจีนที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่จีนใช้นโยบายการเงินกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศไปแล้วหลายครั้ง
นอกจากนี้ ในช่วง 23 เดือนข้างหน้า ยุโรปจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากการขอผ่อนปรนเงื่อนไขการได้รับเงินช่วยเหลือของกรีซซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เศรษฐกิจยุโรปหดตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ได้ ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังอ่อนแอและมีโอกาสจะใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี ) เป็นรอบที่สาม
“ปัจจัยข้างต้นจะทำให้การส่งออกไทยในปีหน้ามีแนวโน้มขยายตัวได้น้อยลงโดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมาก คือ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์และพลาสติก นอกจากนี้การลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะเป็นผลลบต่อกลุ่มยางพาราและอุตสาหกรรมเหล็ก” นางสุทธาภา กล่าว
นางสุทธาภา กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังเชื่อว่าจะเติบโตได้ที่ 5.5 % เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศจากนโยบายของรัฐบาล เช่น นโยบายรถคันแรกและนโยบายจำนำข้าว ขณะที่การส่งออกน่าจะขยายตัวได้ 8 % จากฐานที่ต่ำจากการติดลบในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา
“ตอนนี้นโยบายกระตุ้นของรัฐบาล เช่น รถคันแรก ถือเป็นตัวพยุงการบริโภคภายในประเทศ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งการส่งออกอยู่ราว 70 % ของจีดีพี ปีหน้านโยบายทางการคลังจะต้องมีบทบาทสำคัญต่อไป รัฐบาลอาจมีการต่ออายุบางโครงการหรือออกนโยบายใหม่” นางสุทธาภา กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่าการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลควรเป็นไปด้วยความอย่างระมัดระวัง เนื่องจากหากมีการขาดดุลการคลังต่อเนื่องและต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยมีความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นถึง 60 % ได้ภายในปี 2558







