
อิเหนาฝัน 'ประเทศไทยสีส้ม'ปิดฉากสงครามแดง-เหลือง
สื่อต่างชาติชี้ หลักการง่ายๆ ของการผสมสี เมื่อ
“สีเหลือง” ผสมผสานเข้ากับ “สีแดง” ผลที่ได้คือ “สีส้ม” สีสันแห่งความสุข แต่ทว่าประเทศไทยกลับไม่สามารถปรุงสีแห่งความสุขนั้นได้ เราจึงห่างไกลภาวะแห่งความสุขเมื่อวันที่ 18 มี.ค. สื่ออย่างจาการ์ตา โพสต์ ของอินโดนีเซีย มองมิตรประเทศอย่างไทยด้วยท่าทีของความห่วงใยแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยผ่านบทบรรณาธิการ ภายใต้หัวข้อว่า
“ประเทศไทยสีส้ม”บทความดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามอย่างง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ลึกซึ้งว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ
“สีแดง” ผสมกับ “สีเหลือง” ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบก็คือ สีส้ม ซึ่งเป็นสีแห่งความสุขแต่ทว่าสำหรับประเทศไทยแล้วกลับไม่เป็นอย่างนั้น จาการ์ตา โพสต์ ระบุว่า สำหรับประเทศไทย ความสุขและสนุกสนานแห่งสีส้มไม่ได้เกิดขึ้น เมื่อสีทั้งสองมาพบกัน อีกทั้งยังระบุว่า การปะทะกันระหว่างเสื้อแดงและกลุ่มเสื้อเหลืองเป็นความล่มจมของระบอบประชาธิปไตยในไทย
ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารโดยคณะปฏิวัติเมื่อ 4 ปีก่อนสีเหลืองและสีแดงก็ปรากฏขึ้น และต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่พ้นจากการเป็นอัมพาต รัฐบาลไทยกำลังถดถอย ทั้งที่ในความจริงแล้วประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและเป็นมิตรที่ดีของอินโดนีเซียนั้น ควรจะเป็นกำลังในการเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการร่วมมือกันผลักดันเศรษฐกิจภายในภูมิภาค
ราว 5 วันมาแล้วที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ก่อการประท้วง กลายเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ของการประท้วงในไทย ด้วยไฮไลต์ของการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ด้วยการรับบริจาคเลือดและสาดไปยังสถานที่ทำการของรัฐบาล แต่ทว่าเมื่อความเหนื่อยล้าเริ่มก่อตัว และความอดทนก็เริ่มจางลงนั่นอาจจะทำให้การประท้วงอย่างสันติเปลี่ยนโฉมเป็นความรุนแรง และแน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาก็คือ กลุ่มเสื้อเขียว หรือกองทัพ ก็จะต้องก้าวออกมา ด้วยเหตุที่ทุกฝ่ายก็อ้างเป็นเสียงเดียวกัน คือ เพื่อความเป็นประชาธิปไตย
จาการ์ตา โพสต์ ระบุว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในไทยเป็นสถานการณ์ที่น่าเศร้า และจากประสบการณ์ของอินโดนีเซียก็เข้าใจว่าประชาธิปไตยบ่อยครั้งก็เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในเวลานี้ไม่ใช่ทางออกของปัญหา อีกทั้งความรุนแรงก็ไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการซ้ำเติมด้วยความรุนแรง
ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การรัฐประหาร จากเหล่าเจ้าหน้าที่ของกองทัพ แต่ทหารควรเป็นกลุ่มที่จะกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนแสดงออกอย่างสันติ เพื่อที่ว่าความวุ่นวายในไทยขณะนี้จะได้ไม่เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นที่เล่าขานมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทบรรณาธิการดังกล่าวยังแสดงความคิดเห็นที่ชัดเจนและฝากฝังความหวังไว้ว่า มิตรประเทศอย่างไทยจะมุ่งเป้าหมายไปยังทางออกของสถานการณ์ทางการเมือง มากกว่าที่หลงประเด็นไปทางอื่น และยังย้ำชัดว่า สำหรับอินโดนีเซียแล้ว ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งของไทยก็คือ รากฐานที่มั่นคงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สงครามชนชั้นในไทย มีจริงหรือ?
เมื่ออดีตนายกฯ ทักษิณ เรียกตัวเองว่าเป็น สัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ถูกรุกรานโดยเหล่าคนชั้นหัวกะทิทางสังคม และกลุ่มที่ไม่สนใจความเป็นประชาธิปไตย และความยุติธรรม จนทำให้การประท้วงในครั้งนี้ถูกเรียกว่าเป็น
“สงครามของชนชั้น” เช่นเดียวกันกับที่ทางสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ว่า การประท้วงในครั้งนี้คล้ายกับเป็นสงครามของระบบชนชั้นหนังสือพิมพ์โตรอนโต สตาร์ ของแคนาดา ชี้ว่า การแบ่งแยกทางชนชั้นของกลุ่มหัวกะทิและกลุ่มชนชั้นล่างจากชนบทในสังคมไทยนั้นเป็นเรื่องที่เลือนรางและคลุมเครือเป็นอย่างมาก
หนังสือพิมพ์สื่อดังจากแคนาดาระบุว่า ปัจจุบันประชาชนที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งในสิงคโปร์ ไต้หวัน และบรรดาประเทศในแถบอ่าวอาหรับก็ตาม แม้รากเหง้าเดิมจะเป็นชาวไร่ชาวนา แต่วิถีชีวิตของคนเหล่านี้ก็กำลังกลายเป็นกลุ่มชนชั้นกลางมากขึ้นทุกที
โตรอนโต สตาร์ อ้างคำพูดของ ชาร์ลส์ คายส์ ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาและเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ของสหรัฐ ระบุว่า สถานการณ์การเมืองไทยเป็นฉากละครที่น่าพิศวง และเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งทางอารมณ์ อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่า การประท้วงในครั้งนี้เป็นการเรียกร้องให้อำนาจของทักษิณกลับคืนมา ซึ่งถ้าแต่ละฝ่ายไม่ขยายความรุนแรง ความอดกลั้นอย่างใจเย็นจะเป็นหนทางสู่ความประนีประนอม







