
จับตา 2 มหาอำนาจผลัดแผ่นดินลุ้นผ่าทางตันเศรษฐกิจโลก
นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่ทั่วโลกจำต้องจับตามองชนิดตาไม่กะพริบ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่ทั่วโลกจำต้องจับตามองชนิดตาไม่กะพริบ สำหรับการแข่งขันเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา และการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำประเทศของประเทศจีน
เพราะไม่บ่อยนักที่การผลัดเปลี่ยนผู้นำของ 2 ขั้วมหาอำนาจจากโลกฝั่งตะวันตกกับโลกฝั่งตะวันออกจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยใกล้เคียงแบบพอดิบพอดี
เพราะวาระการผลัดผู้ปกครองในครั้งนี้มีเหตุให้ลุ้นระทึก ซึ่งเป็นผลมาจากระยะเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้มีขึ้นได้อย่างประจวบเหมาะกับห้วงเวลาที่เศรษฐกิจของพญาอินทรีและพญามังกรอยู่ในอาการร่อแร่จากพิษเศรษฐกิจเซื่องซึม
เพราะการเปลี่ยนแปลงผู้นำ ที่หมายส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเชิงนโยบายของยักษ์ใหญ่ที่กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลกในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ของนานาประเทศ ย่อมมีผลกระเทือนต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
และสิ่งที่ทั่วโลกลุ้นระทึกมากที่สุดก็คือ ผลลัพธ์ของการ “ผลัดใบ” ในครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกนับจากนี้
จะดีขึ้น แย่ลง หรือไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น
เริ่มต้นที่อันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ที่นักวิเคราะห์ทุกสถาบันจำต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาแล้วว่า ช่วงเวลา 4 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตสถาบันการเงินครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 70 ปี เมื่อปี 2551 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่มีวี่แววสัญญาณการฟื้นตัวใดๆ ให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้บริโภคใจชื้นได้เลย
ตรงกันข้าม ทุกวันนี้ชาวอเมริกันมากกว่า 3 ล้านคน เปลี่ยนสถานะเป็นคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น โดยมีตัวเลขการว่างงานในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 8.3% ขณะที่ปริมาณหนี้สาธารณะก็เพิ่มพุ่งชนเพดานรอบแล้วรอบเล่าจนรัฐบาลต้องขอเขยิบเส้นตาย ซึ่งทำให้ปริมาณหนี้พุ่งสูงกว่าเดิม 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.55 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ทางด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐก็อยู่ในอัตราที่น่าผิดหวัง เนื่องจากช่วงไตรมาส 2 ของปีระหว่างเดือน เม.ย.–มิ.ย.ที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของสหรัฐลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากที่ระดับ 2% มาอยู่ที่ 1.7% สอดคล้องกับตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.ค. ซึ่งหล่นมาอยู่ที่ 4.40% จากเดิมที่อยู่ที่ 4.70% และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ส.ค. ก็ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 โดยอยู่ที่ 60.6 จุด จากเดิมในเดือน ก.ค. ที่อยู่ที่ 65.4 จุด
หรืออาจสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ช่วงเวลา 4 ปีของสหรัฐภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดี บารัก โอบามา สารพัดมาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลงัดออกมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดูจะไม่ส่งผลช่วยใดๆ เลยแม้แต่น้อย
กระทั่งล่าสุด เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังต้องออกมายอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในขณะนี้ไม่ค่อยจะสู้ดีตามที่นักวิเคราะห์ของเฟดคาดหวังให้เป็นสักเท่าไรนัก ก่อนตบท้ายเรียกขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนมายังแดนลุงแซมด้วยการย้ำว่า เฟดมีมาตรการพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอกเรียบร้อยแล้ว
ทว่า แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดย่อมเทียบน้ำหนักไม่ได้กับแนวทางของ 2 ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่แน่นอน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า แม้จะมีโจทย์ปัญหาชัดเจน แต่ทั้งประธานาธิบดีโอบามา และผู้ท้าชิง มิตต์ รอมนีย์ ก็ยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจสักเท่าไรนัก และการหาเสียงจนถึงขณะนี้ก็เป็นไปในทำนองพูดสาดโคลนใส่กันเสียมากกว่า
แถมแนวทางแก้ไขก็ยังเป็นแนวทางเดิมๆ ที่คล้ายกัน เพียงแต่เห็นในทางตรงกันข้ามกันเท่านั้น เช่น การใช้นโยบายเพิ่มลดภาษีเข้ามาจัดการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ด้านมหาอำนาจอีกซีกหนึ่งของโลก ซึ่งไล่ตามหลังสหรัฐมาติดๆ และรั้งอันดับผู้นำแห่งภูมิภาคเอเชียอย่างประเทศจีน ก็กำลังเผชิญชะตากรรมที่คล้าย คลึงกันในช่วงเดือน ต.ค.นี้
แม้ว่าการเปลี่ยนผู้นำประเทศของพญามังกรนี้จะไม่ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งเหมือนประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ แต่ใช่ว่าการโอนถ่ายอำนาจจะเป็นไปได้โดยง่ายดาย
เพราะอย่างน้อยผู้ที่จะก้าวขึ้นมาในตำแหน่งทายาทสืบทอดตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญระดับผู้นำประเทศได้ ก็ต้องผ่านกระบวนการคัดสรรภายในพรรคอย่างเข้มข้นและเข้มงวด แถมยังต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ขาวสะอาด ตรวจสอบได้ โดยยังไม่นับรวมถึงประวัติครอบครัว วงศ์ตระกูล และความประพฤติที่ผ่านมาทั้งหมด
เรียกได้ว่าหากมีรอยด่างพร้อยแม้เพียงนิด ทั้งที่มาจากตนเองหรือคนรอบข้างที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ตำแหน่งทายาทก็มีสิทธิหลุดลอยไปได้
ทั้งนี้ ผู้ที่ขึ้นแท่นเป็นผู้นำจีนต่อจากประธานาธิบดี หูจิ่นเทา เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ สีจิ้นผิง ได้รั้งตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการกลางกิจการทหาร เมื่อปี 2553 เนื่องจากเป็นสัญญาณที่ทราบกันดีภายในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนว่า ผู้กุมอำนาจทางการทหารจีนคือผู้ที่กุมอำนาจการเมืองอย่างแท้จริง
และผู้ที่กุมอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคนที่จะเป็นประธานาธิบดีของประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น สถานะผู้นำของ สีจิ้นผิง ยังได้รับการตอกหมุดตรึงฐานให้แน่นหนามากยิ่งขึ้นจากการปรับเปลี่ยนตำแหน่งบุคคลภายในพรรคเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เปิดทางให้พลพรรคพันธมิตรผู้สนิทกับ สีจิ้นผิง รับตำแหน่งสำคัญภายในพรรค เช่น การให้ หลี่จ้านสือ วัย 62 ปี ผู้ช่วยคนสนิทของ สีจิ้นผิง รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงบริหารองค์การส่วนกลางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะคอยดูแลจัดการกิจการส่วนตัวของระดับผู้นำภายในพรรคเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกรุยทางปูพื้นให้ สีจิ้นผิง สามารถเดินเข้ารับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ได้อย่างราบรื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของจีนรายนี้จะรับไม้บริหารประเทศต่อได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มออกอาการติดไข้จากพิษเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า เศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มจะปรับตัวฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวังกันไว้
เริ่มต้นตั้งแต่แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่รัฐบาลเพิ่งจะปรับลดการคาดการณ์ลงมาอยู่ที่ 7.6% โดยเป็นการคาดการณ์การเติบโตที่ต่ำกว่า 8% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก่อนตามด้วยตัวเลขการส่งออกของประเทศเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ทำสถิติต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 และบรรดาผู้ประกอบการต่างเดินหน้าตัดลดคนงานในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 41 เดือน
นอกจากนี้ ล่าสุดตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นกิจการภาคการผลิตของประเทศ และสื่อถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจหากว่าตัวเลขอยู่ในระดับเกินกว่า 50 จุด ยังลดลงต่ำสุดในรอบ 3 เดือน โดยอยู่ที่ 47.6 จุด ในเดือน ส.ค. จากเดิมที่อยู่ที่ 49.3 จุด ในเดือน ก.ค.
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ตัวเลขที่แสดงให้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ต่างชี้ไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับคำว่าก้าวหน้าสดใส
ผลลัพธ์ที่ได้จึงอดที่จะฉุดให้บรรดาผู้ประกอบการหลายๆ ประเทศที่เป็นผู้ค้ากับจีน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย อดรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไม่ได้
ตัวอย่างเช่น ประเทศออสเตรเลียที่เพิ่งจะทุ่มทุนปรับระบบและเพิ่มกำลังการผลิตแร่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยหวังว่ากำลังซื้อจากประเทศจีนจะเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากยอดสั่งซื้อที่ลดลง โดยพีเอ็มไอของออสเตรเลียปรับตัวร่วงตามจีนไปติดๆ อยู่ที่ 45.3 จุด
กลายเป็นปัญหาสุดท้าทายที่กวักมือรอให้ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง สีจิ้นผิง ต้องเร่งแก้โดยด่วน อีกทั้งยังต้องคอยระวังปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ อันเกิดจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามหลอกหลอนอีกทอดหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าเมื่อยักษ์ขยับ ปรับเปลี่ยนอิริยาบถท่าทาง โลกทั้งใบก็อดที่จะมีอาการสะดุ้งสะเทือนไปตามๆ กันไม่ได้
เพราะเกือบทุกชาติทั่วโลกล้วนแล้วแต่มีสายสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐและจีนแทบทั้งสิ้น โดยสหรัฐมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศมากที่สุดที่ 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยจีนที่ 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.92 หมื่นล้านบาท และราว 8.99 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ)
ดังนั้น การผลัดใบเปลี่ยนผู้นำที่ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายบริหารจัดการประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต้องตามติดชนิดอดใจไม่ลุ้นไม่ได้







