
เสียงหลังโลงของ...จ่าเพียร(2)
ความเจ็บปวดในชีวิตจากการกระทำของผู้มีอำนาจ เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ "จ่าเพียร" ก็ไม่เคยออกมาปริปาก
ความเจ็บปวดในชีวิตจากการกระทำของผู้มีอำนาจ เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ "จ่าเพียร" ก็ไม่เคยออกมาปริปาก
ความเจ็บปวดในชีวิตราชการของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา จากการกระทำของผู้มีอำนาจ เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ "จ่าเพียร" ก็ไม่เคยออกมาปริปาก เพราะยึดมั่นในระเบียบวินัยของข้าราชการตำรวจที่น้อมรับทุกคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
แต่มีเหตุการณ์อยู่ สองครั้ง ที่ "จ่าเพียร" ถูกฝ่ายการเมืองเล่นงาน สร้างความเจ็บปวดฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด
ครั้งแรกขณะดำรงตำแหน่งนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์สูง ซึ่งนอกจาก "จ่าเพียร" จะไม่ยอมเรียกเก็บผลประโยชน์ในพื้นที่ หรือ "ส่วย" เพื่อส่ง ผู้เป็นนาย แล้ว ก็ยังเข้าไปขัดขวางการแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบของ "นักการเมืองขาใหญ่" ในพื้นที่ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจมืดเป็นเม็ดเงินมหาศาล
ก่อนจะลงเอยด้วยคำสั่ง ย้ายด่วน "ผู้กองเพียร" ออกจากพื้นที่ โดยไม่มี ผู้เป็นนายคนใดออกมากางปีกปกป้องนายตำรวจผู้ซื่อสัตย์ของกรมตำรวจในขณะนั้น
ครั้งที่สอง "จ่าเพียร" ต้องเผชิญกับวิบากกรรมในชีวิตราชการอีกครั้ง โดยฝ่ายการเมืองกดดันให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมีคำสั่งห้าม "จ่าเพียร" ออกนอกพื้นที่รับผิดชอบของตนเองโดยเด็ดขาด เพราะการทำงานแบบกัดไม่ปล่อยของ "จ่าเพียร" และไม่ยอมนิ่งดูดายกับสิ่งผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นในเวลาราชการหรือนอกเวลาราชการ ไม่ว่าจะอยู่ในท้องที่ของตัวเองหรือนอกพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นการทำงานที่เกินกว่าค่าตอบแทนที่ได้รับจากแผ่นดิน และควรจะได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของผู้มีอำนาจ
ทั้งนี้ เพราะการทุ่มเททำงานโดยไม่สนใจว่าอยู่ในท้องที่ไหน ได้กระทบผลประโยชน์ของ ผู้มีอำนาจ เหนือตำรวจ"จ่าเพียร" จึงถูกใบสั่งห้ามล้ำเส้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขุมทรัพย์เหล่านั้น
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น "จ่าเพียร" ก็ได้รับมอบหมายให้ไปรับผิดชอบในอีกหลายพื้นที่ จนกระทั่งปี 2549 ขณะที่ "จ่าเพียร" ปฏิบัติหน้าที่รอง ผกก.หน.สภ.มะนัง จ.สตูล เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา กลุ่มโจรใต้ได้ออกมาลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนในพื้นที่คิดถึง จ่าเพียร ขาเหล็ก นายตำรวจที่ทุกคนศรัทธาและไว้วางใจ เพราะในช่วงที่ "นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด" รับราชการอยู่ที่ สภ.บันนังสตา สามารถควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในระดับที่ประชาชนพึงพอใจ
แต่เพียงแค่ความศรัทธาของประชาชน ไม่เพียงพอที่จะนำ "จ่าเพียร" กลับมาที่ สภ.บันนังสตา ได้ เพราะชื่อของ"จ่าเพียร" เป็นของแสลงสำหรับ "นาย"
"จ่าเพียร" ถูกกีดกันไม่ให้ได้รับโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานครั้งแล้วครั้งเล่า จนชินชากับอนาคตในหน้าที่ราชการ
หลายครั้ง "จ่าเพียร"ตัดพ้อกับคนใกล้ชิดถึงท่าทีของผู้มีอำนาจในอดีตว่า "ไม่รู้กูไปทำอะไรกับเขาไว้เขาถึงเกลียดกูนัก" สุดท้ายก็ ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม แต่ด้วยคุณงามความดีของ "จ่าเพียร" นักการเมืองท้องถิ่นใน จ.ยะลาจึงเล็งเห็นศักยภาพและปรารถนาที่จะนำ "จ่าเพียร" กลับมาที่ สภ.บันนังสตา โดยรู้ดีว่าหากดำเนินการตามขั้นตอนปกติของระบบราชการ ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีทางนำ"จ่าเพียร" กลับมาบันนังสตาได้
นักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าวจึงตัดสินใจเข้าพบ "บิ๊กแอ้ด" พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อขอตัว "จ่าเพียร" จาก สภ.มะนัง จ.สตูล กลับมาที่บันนังสตาซึ่ง "บิ๊กแอ้ด" ก็ได้พิจารณาและอนุมัติตามที่ร้องขอ
นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด จึงได้กลับคืนถิ่นเดิมท่ามกลางความยินดีของชาวบันนังสตา
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประชาชนจะให้การต้อนรับและพร้อมให้ความร่วมมือกับ "จ่าเพียร" แต่การทำงานก็ไม่ได้ราบรื่น โดยต้องเผชิญกับปัญหาที่ "จ่าเพียร" คาดไม่ถึง
เรื่องเล่าหลังโลงศพของ "จ่าเพียร" ยังมีอีก
***สามารถร่วมสมทบทุนแสดงความขอบคุณของคนไทยต่อจ่าเพียรได้ที่บัญชี จ่าเพียรขาเหล็กนักสู้แห่งเทือกเขาบูโดธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาย่อยห้างคาร์ฟูร์ อ.หาดใหญ่จ.สงขลา หมายเลขบัญชี 686 0116 994***







