
ภัยแล้งในสหรัฐกับราคาสินค้าเกษตรของไทย
สถานการณ์ภัยแล้งในตอนกลางของสหรัฐ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี สร้างความเสียหายรุนแรงต่อผลผลิตเกษตรในสหรัฐอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง
สถานการณ์ภัยแล้งในตอนกลางของสหรัฐ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี สร้างความเสียหายรุนแรงต่อผลผลิตเกษตรในสหรัฐอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง
ล่าสุด กระทรวงเกษตรของสหรัฐ คาดว่า ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลืองจะลดลงถึง 12-13% จากปีก่อน
และยังมีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากสหรัฐเป็นผู้ผลิตและส่งออกอันดับ 1 ของโลก
แม้ว่าจะรวมผลผลิตจากบราซิลและอาร์เจนตินาที่เป็นผู้ผลิตลำดับรองลงมา ก็ไม่สามารถจะชดเชยผลผลิตของสหรัฐที่ลดลงได้
ทำให้ในขณะนี้ราคาข้าวโพดในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 40% และถั่วเหลืองสูงขึ้น 25% จากต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา คำถามที่สำคัญคือ สถานการณ์เช่นนี้จะมีผลกระทบต่อสินค้าเกษตรของไทยอย่างไร
ต้องยอมรับว่า ภัยแล้งในสหรัฐได้ส่งผ่านผลกระทบมาที่ราคาสินค้าเกษตรในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งขณะนี้ราคาได้เร่งสูงขึ้นแล้ว จากราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้ใน 5 เดือนแรก เฉลี่ยไม่ถึง 9 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นเป็นประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม ในต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับถั่วเหลือง ก็ยิ่งเห็นผลกระทบชัดเจน เพราะไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศกว่า 90% ของปริมาณการใช้ในประเทศ จึงเห็นการเร่งตัวของราคากากถั่วเหลืองนำเข้าจากเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ที่ 15-17 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นเป็น 21-22 บาทต่อกิโลกรัม ในต้นเดือน ส.ค.
ผลกระทบคงไม่มีเพียงแค่นี้ เพราะเมื่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงขึ้น ก็จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเกษตรในกลุ่มปศุสัตว์ ทั้งสุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ให้เพิ่มสูงขึ้นด้วย
โดยเฉพาะไก่เนื้อ อาจได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากใช้ข้าวโพด ถั่วเหลือง และกากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในสัดส่วนที่มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น
แต่ขณะนี้ราคาปศุสัตว์ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นในทันที เพราะปีนี้มีผลผลิตปศุสัตว์ออกสู่ตลาดมาก และผู้เลี้ยงปศุสัตว์เร่งนำผลผลิตออกขายในตลาดก่อน เพื่อลดภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
แต่หากสถานการณ์ราคาวัตถุดิบที่สูงยังคงดำเนินต่อไป ก็คาดว่าราคาปศุสัตว์จะปรับสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงปีหน้า
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นผลกระทบทางตรงจากภัยแล้งในสหรัฐ แต่ก็อาจส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังราคาในกลุ่มพืชพลังงาน ทั้งมันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมันสำปะหลังสามารถใช้ทดแทนข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์และในอุตสาหกรรมอื่นๆ
ส่วนปาล์มน้ำมันก็สามารถใช้ผลิตน้ำมันทดแทนได้
ถั่วเหลืองที่มีราคาสูงขึ้นและในตลาดโลกก็มีความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันอยู่ในระดับสูง แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบทั้งต่อราคามันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันในประเทศอย่างชัดเจน เหตุผลที่สำคัญคงมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่เร่งตัวและส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยดังเช่นในครั้งนี้ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นครั้งแรก มีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ภัยแล้งครั้งนี้จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตอาหารโลกครั้งใหม่หรือไม่
จริงๆ แล้ว แม้ยังไม่มีนิยามสากลของคำว่าวิกฤตอาหารโลกอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมาเคยมีสถานการณ์ที่เรียกกันว่าเป็นวิกฤตอาหารโลกเกิดขึ้นในปี 2551 ซึ่งในช่วงนั้นเกิดภาวะที่ราคาธัญญาหารหลายชนิดทั่วโลกปรับสูงขึ้น
ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง รวมถึงพืชน้ำมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน ก็มีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงจากความต้องการใช้พลังงานของประเทศต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว
หากเทียบกับภัยแล้งในสหรัฐ ครั้งนี้จะเห็นว่า ขณะนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และกากถั่วเหลืองเร่งสูงขึ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2551 แล้ว แต่การส่งผ่านของผลกระทบไปยังราคาสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ อาจไม่แรงเท่า เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกปีนี้อยู่ในภาวะชะลอตัว
ถ้าจะถามว่า ประเทศไทยพอจะรับมือกับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ได้หรือไม่ สถานการณ์ครั้งนี้น่าวิตกกังวลขนาดไหน?
ในขณะนี้ก็คงจะพอประเมินได้ว่า หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ความเสียหายของผลผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองไม่ยาวนานเกินกว่าหนึ่งฤดูกาลเพาะปลูก ผลกระทบก็จะจำกัดอยู่เพียงแค่ในระยะสั้น
ราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลกก็น่าจะทรงตัวในระดับสูงแค่ชั่วคราว และกลับสู่ระดับปกติได้ไม่เกินกลางปีหน้า
ซึ่งในส่วนของไทยนั้น ภาครัฐอาจใช้มาตรการต่างๆ ในการบรรเทาหรือชะลอเวลาที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นได้
สุดท้ายนี้ หากจะมองไปในอนาคตข้างหน้า เราควรจะเตรียมรับมือกับการเกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้
อย่างไรก็ตาม เพราะนับวันสภาพอากาศโลกที่นับวันจะยิ่งทวีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันในระดับสูง ในขณะที่ประเทศไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าโภคภัณฑ์จากต่างประเทศมากเท่าไร ก็ยิ่งสร้างความอ่อนไหวต่อราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลกมากเท่านั้น
ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเอง ก็อาศัยการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปเกือบ 1 ใน 5 ของมูลค่าการส่งออกของประเทศทั้งหมด ดังนั้นไทยเองคงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอุปทานสินค้าเกษตรในประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับปัญหาขาดแคลนอุปทาน หรือ Supply Shock ในตลาดโลกได้ระดับหนึ่งด้วย







