
คุยกันให้จบก่อน
การทดสอบระบบป้องกันน้ำท่วม ในวันที่ 5 และ 7 ก.ย.นี้ หากมองในเชิงวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดผลดีหลายประการ เช่น เป็นการทดสอบความพร้อมของการบริหารจัดการในระดับสั่งการ รวมทั้งเป็นการทดสอบระบบป้องกันน้ำท่วมในทุกๆ ด้าน ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากร และการประสานงาน หรือบูรณาการกับทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหา และนำมาปรับใช้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
การทดสอบระบบป้องกันน้ำท่วม ในวันที่ 5 และ 7 ก.ย.นี้ หากมองในเชิงวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดผลดีหลายประการ เช่น เป็นการทดสอบความพร้อมของการบริหารจัดการในระดับสั่งการ รวมทั้งเป็นการทดสอบระบบป้องกันน้ำท่วมในทุกๆ ด้าน ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากร และการประสานงาน หรือบูรณาการกับทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหา และนำมาปรับใช้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนข้อควรระวังก็คือ การทดสอบดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน 100% ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในเรื่องนี้ โดยนำปัจจัยด้านต่างๆ มาพิจารณาให้รอบคอบตามหลักการในเชิงวิชาการคือ จะต้องคำนึงถึงทั้งปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก ปัจจัยที่ควบคุมได้ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝน หรือระดับการหนุนของน้ำทะเล โดยรัฐบาลจะต้องให้ความมั่นใจได้ว่า ถึงแม้จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือปัจจัยอื่นๆ เข้ามารบกวนก็จะไม่มีผลกระทบต่อการทดสอบ
แต่คำชี้แจงที่ออกมาจากนายปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ซึ่งระบุว่าหากมีฝนตกลงมาก็จะหยุดทดสอบระบบทันที เป็นคำชี้แจงที่ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้เลย โดยเฉพาะคำถามที่ว่าหากการทดสอบเดินทางมาเกินกว่าครึ่งทางแล้ว ปริมาณน้ำในลำคลองเพิ่มขึ้นกว่าภาวะปกติแล้ว เกิดมีฝนเทกระหน่ำลงมา ซึ่ง กบอ.บอกว่าจะหยุดทดสอบระบบทันที ถามว่าจะทันหรือไม่
สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะลำพังความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล จากกรณีมหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งก่อให้เกิดวลีเด็ดแห่งปีที่ว่า “เอาอยู่” แต่พอเอาเข้าจริงกลายเป็นเอาไม่อยู่ ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจต้องสะบักสะบอมสำลักน้ำกันไปทั่วหน้า ได้กลายเป็นต้นทุนทางความเชื่อมั่นที่ประชาชนไม่มีเหลือให้กับรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว ยิ่งสร้างความหวาดระแวงต่อการทดสอบระบบป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น และทันทีที่รัฐบาลประกาศวันและเวลาการทดสอบระบบออกมา ยังไม่ทันที่ประชาชนจะได้พินิจพิจารณาว่า โครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับตัวเองหรือไม่ หน่วยงานราชการด้วยกันเองอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลก็ออกมาคัดค้านก่อนแล้ว
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะมีนัยแอบแฝงทางการเมืองหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญก็คือการบริหารราชการของรัฐไทยมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ทำไมหน่วยงานราชการด้วยกันไม่พูดคุยกันให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อน เรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไทยยังไร้ซึ่งเอกภาพในการทำงานรับใช้ประชาชน







