
ย้ายอุตฯแปดริ้ว สังเวยกากขยะ
“พงษ์สวัสดิ์” สั่งย้ายอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราหลังปล่อยให้เกิดปัญหาขยะเคมีกระทบชาวบ้าน
“พงษ์สวัสดิ์” สั่งย้ายอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราหลังปล่อยให้เกิดปัญหาขยะเคมีกระทบชาวบ้าน
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอันตรายบริเวณ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ขณะนี้ได้ออกคำสั่งย้ายนายสุรพล สุทธจินดา อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ไปช่วยราชการในกระทรวงแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา
การสั่งย้ายนั้นได้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับข้าราชการตำรวจ หากพบท้องที่ใดปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมาย เช่น มีบ่อนตั้งอยู่ในพื้นที่ ก็จะสั่งย้ายผู้รับผิดชอบพื้นที่ออกไป ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เมื่อพบว่าพื้นที่ใดปล่อยให้มีการกระทำผิดในพื้นที่ก็จะสั่งย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องออกไปจากพื้นที่เช่นกัน
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาแก้ปัญหาพื้นที่เกิดปัญหาขยะอุตสาหกรรมทันที และขอยืนยันว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยหากจังหวัดใดเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมาอีก อุตสาหกรรมจังหวัดนั้นๆ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบก่อนคนแรก
“กระทรวงจะเข้มงวดเรื่องนี้มากขึ้น พร้อมกับปรับปรุงกลไกในการกำกับดูแลและจะมีผู้รับผิดชอบคอยติดตามเอาจริงเอาจังกับปัญหาเรื่องนี้อย่างเต็มที่” ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวโดยใช้เคมีบำบัด มาทำการบำบัด เพื่อให้เกิด
การตกตะกอน ก่อนที่จะนำตะกอน
จากการบำบัดไปตรวจวัดค่าทางเคมี หากพบว่ามีสารปนเปื้อนก็จะนำเอาตะกอนนั้นไปทำลาย ซึ่งกระบวนการบำบัดนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน โดยในทุกสัปดาห์ผู้อำนวยการที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมของกรมฯก็จะส่งวิศวกรเข้ามากำกับการดำเนินการอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ในพื้นที่ ที่สารเคมีถูกปล่อยรั่วไหลไปตามลำราง หรือลำธารนั้น ก็จะเริ่มตรวจที่จุดเกิดเหตุก่อน ด้วยการไปเก็บตัวอย่างดินนำไปตรวจสอบว่ามีสารปนเปื้อนมากน้อยแค่ไหน และจะไปทำการตรวจสอบตลอดสายธาร ว่ามีการกระจายไปมากน้อยแค่ไหน และไปกระทบอะไรบ้าง หากจะแก้ที่จุดใดจะได้แก้ให้ถูกจุดโดยทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำการแก้ไขปัญหาที่รับผิดชอบให้ลุล่วงไปทั้งหมด
สำหรับในภาพรวมที่จะดูแลปัญหานี้ต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ก็จะมีมาตรการที่จะต้องทำงานร่วมกันกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่การกำกับดูแลไม่ให้มีของเสียออกมาจากโรงงานก่อน ด้วยการตรวจสอบดูปริมาณ และกำกับรถขนส่ง ไม่ให้เอาไปทิ้งกลางทางโดยให้ระบบ จีพีเอส (GPS) สอบทางการวิ่ง หลังจากนั้นของเสียเมื่อนำไปบำบัดก็จะต้องมีกระบวนการรับ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการกำกับดูแลไม่ให้ของเสียเหล่านี้รั่วไหลออกไป หรือเกิดขึ้นแบบเดียวกันนี้อีก







