
ปิดช่องหนีภาษี
ไหนๆ กรมสรรพากรก็ประกาศลั่นว่าจะเดินหน้าตรวจสอบการเสียภาษีของดาราและนักร้องอย่างจริงจัง (เสียที) ก่อนจะลงมือปฏิบัติควรมีการระดมสมองผู้เกี่ยวข้องในวงกว้างเสียก่อน เพื่อคิดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพและให้ตรงเป้าหมายมากที่สุด
ไหนๆ กรมสรรพากรก็ประกาศลั่นว่าจะเดินหน้าตรวจสอบการเสียภาษีของดาราและนักร้องอย่างจริงจัง (เสียที) ก่อนจะลงมือปฏิบัติควรมีการระดมสมองผู้เกี่ยวข้องในวงกว้างเสียก่อน เพื่อคิดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพและให้ตรงเป้าหมายมากที่สุด
การเริ่มต้นด้วยการทำหนังสือด่วนถึงนักร้อง นักแสดง นักกีฬา และผู้ที่มีอาชีพอิสระ เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมสัมมนาการเสียภาษีอย่างถูกต้องในวันที่ 5 ก.ย. 2555 นี้ คงไม่เพียงพอ และอาจจะเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ เพราะควรจะเชิญถึงผู้จัดการส่วนตัว รวมถึงบริษัทที่รับจัดทำบัญชีของคนดังเหล่านี้ด้วย
ปัจจุบัน ดาราหรือนักร้องมีการเสียภาษี 2 ครั้ง ครั้งแรกคือภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5% นับว่าสูงกว่าอาชีพอื่นๆ ที่จ่ายในอัตรา 3% และการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในเดือน มี.ค.ของปีถัดไป ซึ่งดาราที่มีชื่อเสียงโด่งดังล้วนแล้วแต่เสียในอัตรา 37% กันทั้งนั้น เพราะมีรายได้เกินกว่า 4 ล้านบาทต่อปี
แต่ที่ผ่านมา มักจะหลบเลี่ยงภาษี ทั้งที่ถูกกฎหมายผ่าน “คณะบุคคล” และช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยให้คนอื่นรับแทน อย่างกรณี “พลอย เฌอมาลย์” หรือ น.ส.ไลลา บุญยศักดิ์ ใช้บัตรประชาชนของ นายทวีศักดิ์ บุนนาค อายุ 77 ปี พ่อของอดีตคนขับรถไปรับเช็คที่เป็นรายได้จำนวน 1.5 แสนบาทแทน
นับเป็นการตบหน้ากรมสรรพากรอย่างจัง และทำลายภาพลักษณ์นางเอก “พลอย” ให้ตกลงอย่างรุนแรง
แม้ว่าที่ผ่านมากรมสรรพากรมีขั้นตอนการตรวจสอบการเสียภาษีเหล่านี้ผ่านบริษัทที่ว่าจ้างดาราหรือนักร้อง ซึ่งต้องยื่นเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน แล้วยังต้องยื่นภาษีกลางปีด้วย หากเห็นว่าไม่ถูกต้องก็สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือเชิญมาให้ชี้แจงได้ เพื่อเก็บข้อมูลไปตรวจสอบการยื่นเสียภาษีของดาราในช่วงปลายปีว่าตรงหรือไม่
แต่คนจะหลบเลี่ยงภาษี ยังไงก็จับตัวได้ไม่หมดหรอก แม้มีการลงทุนในด้านเครื่องไม้เครื่องมือตั้งเยอะแยะก็ตาม ล่าสุดได้ของบลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ในการยกเครื่องระบบไอที เชื่อมโยงข้อมูลและจัดโครงการสะสมแต้มจากการไปซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆ แล้วนำแต้มมาลดหย่อนภาษี แต่ฟันธงว่าจะสามารถกวาดต้อนเงินหนีภาษี รวมถึงคนที่อยู่นอกระบบได้ไม่มากเท่าไร
กรมสรรพากรอย่ามัวแต่พุ่งเป้าถอนขนห่านจากผู้เสียภาษีอยู่แล้วอีกเลย แต่ควรเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ เพราะแนวโน้มอัตราภาษีจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามภาวะการแข่งขันกับต่างประเทศ เห็นตัวอย่างจากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่รัฐบาลเริ่มลดอัตราจาก 30% เหลือ 23% ของกำไรสุทธิในปี 2555 เป็นปีแรก และในปีหน้าจะลดเหลือ 20% ซึ่งจะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อกรมจัดเก็บภาษีใหญ่ที่สุดของประเทศ
หากยังคงปรับตัวไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คงจะจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายไปเรื่อยๆ แค่ปีงบประมาณประจำปี 2555 (ต.ค. 2554-ก.ย. 2555) ก็ถอดใจแล้ว คาดว่าจะเก็บภาษีต่ำกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 1.63 ล้านล้านบาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท
ถึงเวลาแล้วที่ นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ต้องปฏิรูปการจัดเก็บภาษีและปิดช่องโหว่ทางรั่วไหล การปิดจุดอ่อนทาง “คณะบุคคล” เวลานี้คงไม่ทันการณ์เสียแล้ว จะต้องคิดไกลถึงอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดลงเหลือ 23% และ 20% จะเป็นช่องทางให้ผู้ที่เสียภาษีในอัตราสูงสุด 37% ไปใช้โอกาสนี้หรือไม่







