
แนะรัฐจัดระดับลงทุนชัด ช่วยเรียกเชื่อมั่นไทยได้
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมีหลายปัจจัยประกอบกัน
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมีหลายปัจจัยประกอบกัน
ซึ่งปัญหาคอร์รัปชันก็เป็นเรื่องหลักที่นักลงทุนไม่อยากให้เกิดขึ้น ขณะเดียวกันในภาพรวมของนโยบายส่งเสริมการลงทุนภาครัฐควรจะจัดลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรมให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาการส่งเสริมการลงทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการนำเข้าสินค้า และต่อมาก็เป้าหมายเพื่อการส่งออกสินค้า ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะต้องระบุออกมาให้ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใดมากกว่ากัน
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องของเอ็นจีโอก็มีผลต่อการลงทุนเช่นกัน ซึ่งยอมรับกลุ่มคนเหล่านี้รักชาติแต่บางครั้งก็มากเกินไป เพราะโครงการลงทุนบางเรื่องก็สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ส่วนเรื่องของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ก็เป็นปัญหาต่อภาคเอกชนเพราะทำให้เกิดต้นทุนทางธุรกิจ ที่ผ่านมาการประกาศค่าจ้างจะประกอบไปด้วยผู้แทนจาก 3 ภาคคือ รัฐ เอกชน และลูกจ้าง แต่ปัจจุบันมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างเท่ากันทุกพื้นที่วันละ 300 บาท ซึ่งไม่ควรประกาศบังคับใช้ทั่วประเทศ เพราะสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน
ณัฐพล จิรวัฒน์จรรยา ผู้ช่วยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า แผนการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแต่ละนิคมอุตสาหกรรมมีความคืบหน้าตามลำดับ ยอมรับว่าปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปีนี้ก็น่าเป็นห่วงว่าปริมาณฝนที่ตกอยู่ใต้เขื่อนมากกว่า เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ฝนตกเหนือเขื่อน ซึ่งไม่สามารถใช้เขื่อนมาช่วยกักเก็บน้ำได้ ดังนั้นการป้องกันน้ำท่วมคงต้องขึ้นอยู่พื้นที่ด้านล่างเป็นหลักมากกว่า
ปัจจุบันแม้ภาครัฐจะมีแผนป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจน แต่นักลงทุนบางส่วนก็ไม่เชื่อมั่น สังเกตได้ว่าการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแต่ละนิคมฯ หรือแต่ละบริษัทจะเพิ่มความหนาของผนังดินให้มากที่สุด ในขณะที่โรงงานขนาดเล็กๆ ก็ปิดกิจการไป เนื่องจากไม่สามารถรักษาออร์เดอร์สินค้าเดิมไว้ได้ เพราะลูกค้าไม่มั่นใจจะเกิดเหตุการณ์เหมือนปีที่แล้วหรือไม่ แต่ในทางกลับกันบางกลุ่มอุตสาหกรรมก็ยังมีการขยายตัว เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีออร์เดอร์สินค้าอยู่
ด้าน อรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงผลการศึกษา “โครงการศึกษาและวิเคราะห์ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยประจำปี 2555” ซึ่งจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสารสนเทศระหว่างประเทศ ว่า จากการส่งแบบสอบถามไปยังนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย 3,228 ราย พบว่ามีการส่งแบบสอบถามกลับมา 408 ราย และอีก 30 รายได้สัมภาษณ์ในเชิงลึก พบว่าระหว่างปี 2555-2556 นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ 65.20% ยังรักษาระดับการลงทุนเท่าเดิม และอีก 31.62% มีแผนขยายกิจการในปี 2555
สำหรับข้อเสนอแนะของนักลงทุนต่างชาติ ต่อมาตรการที่รัฐบาลไทยควรดำเนินการเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนมากที่สุด คือการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ รองลงมาคือ การจัดการให้มีมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการคอร์รัปชันและบังคับใช้อย่างจริงจัง และการมีมาตรการป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่มีประสิทธิผลมากขึ้น ในขณะที่ประเด็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคือ ควรชะลอเวลาในการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ
ขณะที่เหตุผลหลักที่ใช้ในการตัดสินใจการลงทุนในไทยลำดับแรก คือ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากบีโอไอ รองลงมาคือ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ การมีจำนวนแรงงานเพียงพอ มีปริมาณวัตถุดิบและชิ้นส่วนรองรับการผลิตสินค้า และมีตลาดในประเทศที่ใหญ่
อรรชกา กล่าวว่า เมื่อเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศคู่แข่ง 9 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม พบว่า ไทยได้เปรียบในเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนของบีโอไอ การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ อัตราภาษี ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ และระบบขนส่งสาธารณูปโภค
การสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติครั้งนี้ ยังพบว่าปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในบางประเทศและปัญหาภัยธรรมชาติไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของนักลงทุน โดยยังเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2555 และเชื่อว่ายังมีรายได้ ตลอดจนผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงผลการศึกษา “โครงการศึกษาและวิเคราะห์ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยประจำปี2555” ซึ่งจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสารสนเทศระหว่างประเทศ ว่า จาการส่งแบบสอบถามไปยังนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย 3,228 ราย พบว่ามีการส่งแบบสอบถามกลับมา 408 ราย และอีก30 รายได้สัมภาษณ์ในเชิงลึก พบว่าระหว่างปี25552556 นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ 65.20%ยังรักษาระดับการลงทุนเท่าเดิม และอีก 31.62 % มีแผนขยายกิจการในปี2555







