posttoday
เสียงหลังโลงของ....จ่าเพียร (2)

เสียงหลังโลงของ....จ่าเพียร (2)

19 มีนาคม 2553

ความเจ็บปวด ในชีวิตราชการของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา จากการกระทำของผู้มีอำนาจ เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ “จ่าเพียร” ก็ไม่เคยออกมาปริปาก เพราะยึดมั่นในระเบียบวินัยของข้าราชการตำรวจที่น้อมรับทุกคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

แต่มีเหตุการณ์อยู่ สองครั้ง ที่ “จ่าเพียร” ถูกฝ่ายการเมืองเล่นงาน สร้างความเจ็บปวดฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด

ครั้งแรก ขณะดำรงตำแหน่งนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์สูง ซึ่งนอกจาก “จ่าเพียร” จะไม่ยอมเรียกเก็บผลประโยชน์ในพื้นที่ หรือ “ส่วย” เพื่อส่ง ผู้เป็นนาย แล้ว ก็ยังเข้าไปขัดขวางการแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบของ “นักการเมืองขาใหญ่” ในพื้นที่ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจมืดเป็นเม็ดเงินมหาศาล

ก่อนจะลงเอยด้วยคำสั่ง ย้ายด่วน “ผู้กองเพียร” ออกจากพื้นที่ โดยไม่มี ผู้เป็นนาย คนใดออกมากางปีกปกป้องนายตำรวจผู้ซื่อสัตย์ของกรมตำรวจในขณะนั้น

ครั้งที่สอง “จ่าเพียร” ต้องเผชิญกับวิบากกรรมในชีวิตราชการอีกครั้ง โดยฝ่ายการเมืองกดดันให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมีคำสั่งห้าม “จ่าเพียร” ออกนอกพื้นที่ รับผิดชอบของตนเองโดยเด็ดขาด เพราะการทำงานแบบกัดไม่ปล่อยของ “จ่าเพียร” และไม่ยอมนิ่งดูดายกับสิ่งผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นในเวลาราชการหรือนอกเวลาราชการ ไม่ว่าจะอยู่ในท้องที่ของตัวเองหรือนอกพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นการทำงานที่เกินกว่าค่าตอบแทนที่ได้รับจากแผ่นดิน และควรจะได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของผู้มีอำนาจ

ทั้งนี้ เพราะการทุ่มเททำงานโดยไม่สนใจว่าอยู่ในท้องที่ไหน ได้กระทบผลประโยชน์ของ ผู้มีอำนาจ เหนือตำรวจ “จ่าเพียร” จึงถูกใบสั่งห้ามล้ำเส้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขุมทรัพย์เหล่านั้น

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น “จ่าเพียร” ก็ได้รับมอบหมายให้ไปรับผิดชอบในอีกหลายพื้นที่ จนกระทั่งปี 2549 ขณะที่ “จ่าเพียร” ปฏิบัติหน้าที่รอง ผกก.หน.สภ.มะนัง จ.สตูล เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา กลุ่มโจรใต้ได้ออกมาลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนในพื้นที่คิดถึง จ่าเพียร ขาเหล็ก นายตำรวจที่ทุกคนศรัทธาและไว้วางใจ เพราะในช่วงที่ “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด” รับราชการอยู่ที่ สภ.บันนังสตา สามารถควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในระดับที่ประชาชนพึงพอใจ

แต่เพียงแค่ความศรัทธาของประชาชน ไม่เพียงพอที่จะนำ “จ่าเพียร” กลับมาที่ สภ.บันนังสตา ได้ เพราะชื่อของ “จ่าเพียร” เป็นของแสลงสำหรับ “นาย”

“จ่าเพียร” ถูกกีดกันไม่ให้ได้รับโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานครั้งแล้วครั้งเล่า จนชินชากับอนาคตในหน้าที่ราชการ

หลายครั้ง “จ่าเพียร” ตัดพ้อกับคนใกล้ชิดถึงท่าทีของผู้มีอำนาจในอดีตว่า “ไม่รู้กูไปทำอะไรกับเขาไว้เขาถึงเกลียดกูนัก” สุดท้ายก็ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม แต่ด้วยคุณงามความดีของ “จ่าเพียร” นักการเมืองท้องถิ่นใน จ.ยะลา จึงเล็งเห็นศักยภาพและปรารถนาที่จะนำ “จ่าเพียร” กลับมาที่ สภ.บันนังสตา โดยรู้ดีว่าหากดำเนินการตามขั้นตอนปกติของระบบราชการ ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีทางนำ “จ่าเพียร” กลับมาบันนังสตาได้

นักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าวจึงตัดสินใจเข้าพบ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อขอตัว “จ่าเพียร” จาก สภ.มะนัง จ.สตูล กลับมาที่บันนังสตา ซึ่ง “บิ๊กแอ้ด” ก็ได้พิจารณาและอนุมัติตามที่ร้องขอ

นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด จึงได้กลับคืนถิ่นเดิม ท่ามกลางความยินดีของชาวบันนังสตา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประชาชนจะให้การต้อนรับและพร้อมให้ความร่วมมือกับ “จ่าเพียร” แต่การทำงานก็ไม่ได้ราบรื่น โดยต้องเผชิญกับปัญหาที่ “จ่าเพียร” คาดไม่ถึง

เรื่องเล่าหลังโลงศพของ “จ่าเพียร” ยังมีอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท