
เสาผุ
จู่ๆ เสาหลักด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็หักพังลงมาเกือบจะพร้อมๆ กันทั้ง 2 ต้น เป็นการสะดุดเท้าตัวเองล้มโดยไม่มีใครไปทำอะไรให้
โดย...อรุณ จิรชวาลา
จู่ๆ เสาหลักด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็หักพังลงมาเกือบจะพร้อมๆ กันทั้ง 2 ต้น เป็นการสะดุดเท้าตัวเองล้มโดยไม่มีใครไปทำอะไรให้
รายแรกเป็นมือเศรษฐกิจระดับอาวุโส มีบทบาทเป็นที่รู้จักของสังคมมาเกือบ 30 ปี เคยมีตำแหน่งสูงสุดเป็นรองนายกรัฐมนตรี และไม่นานมานี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.
เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนออกมาให้ข่าวว่าได้คุยกับกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ และเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่ ธปท. ทำอยู่เป็นเรื่องล้าสมัย สมควรเลิกได้แล้ว และควรหันไปกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนแทน
เป็นข่าวไปแทบไม่ทันข้ามคืน ผู้บริหารและฝ่ายวิชาการของ ธปท. ก็ดาหน้าออกมาตอบโต้เป็นชุดๆ อย่างเผ็ดร้อน พร้อมแสดงหลักฐานว่าไอเอ็มเอฟเห็นด้วยกับแนวทางในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.
มีผู้รู้บอกว่า งานนี้ที่ทำให้หน้าแตกเป็นเพราะไปยุ่งในเรื่องที่ตนไม่ถนัด หากเป็นเรื่องเศรษฐกิจล้วนๆ ไม่มีการเงินเข้ามาเกี่ยว ถึงคนอื่นจะเห็นไม่ตรงกัน ก็คงไม่มีใครออกมาชนแรงขนาดนี้
อีกรายจัดอยู่ในประเภทคนหนุ่ม มีประวัติเป็นเซียนหุ้น แต่ได้ผันตัวเองจนมามีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ โดยได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.คลัง ซึ่งก็คือหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนั่นเอง
รายนี้กำหนดเป้าส่งออกไว้สูง แต่พอทำไม่ได้ แทนที่จะยอมรับว่าพลาด กลับบอกว่าเจตนาโกหกตั้งแต่ต้น โดยมีคนวิจารณ์ว่า น่าจะเป็นเพราะเกรงว่า “เค้า” คนนั้นจะปรับออกเพราะผลงานไม่เข้าตามากกว่า จึงพยายามแฝงความหมายว่า ทุกอย่างเป็นไปตามคาด และการโกหกช่วยให้ทำงานได้ผลตามเป้าหมาย
ในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเสาหลักหักโค่นลงแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นใคร รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเอง ที่จะช่วยค้ำยันด้านเศรษฐกิจให้รัฐบาล แนวร่วมคนอื่นที่รอบรู้เศรษฐกิจและการเงินก็หลุดจากตำแหน่งไปแล้วตั้งแต่การปรับ ครม. ครั้งแรก
มองไปข้างหน้า ไม่ว่าทั้งสองคนจะยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ก็คงอยู่ในสภาพเป็ดง่อย คือพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะพูดไปแล้วก็จะถูกสวนกลับว่ารู้จริงหรือไม่ ตลอดจนเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน
ผมเชื่อว่าทั้งสองคนคงเริ่มนับถอยหลังแล้ว คนแรกคงรอวันเกษียณ ส่วนคนหลังก็คงรอวันที่ “เค้า” จะหาคนอื่นมาแทน
ฟังที่ผมพูดอาจเหมือนเป็นการทับถม แต่ในความเป็นจริง ผมเห็นใจทุกคนที่อาสาเข้ามารับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลนี้ เพราะเจ้าของอำนาจตัวจริงตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป จนคนที่อยากได้ตำแหน่งต้องให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่ตนเองก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้
ที่ร้ายกว่านั้นคือ บางคนอาจต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ตนเองทำก็ไม่ได้เชื่อถือศรัทธา รวมทั้งครูบาอาจารย์ในอดีตก็เคยพร่ำสอนไว้ไม่ให้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับวินัยการคลัง ไม่ว่าจะเป็นโครงการลดแลกแจกแถมต่างๆ เรื่องการโอนหนี้ภาครัฐไปซุกไว้นอกระบบ ตลอดจนแผนการลงทุนและการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่กำลังพยายามหาทางทำนอกระบบงบประมาณ
สิ่งเหล่านี้หากทำได้ตามแผนก็อาจทำให้เกิดความฟู่ฟ่าได้ระยะหนึ่ง แต่จะเป็นความฟู่ฟ่าที่เปราะบางคล้ายฟองสบู่ ถูกสะกิดเมื่อไรไม่ว่าจะจากปัจจัยภายในหรือภายนอก ก็อาจแตกสลายได้โดยง่าย จึงไม่น่าแปลกที่มีคนที่มีความรู้และประสบการณ์ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนไม่น้อย
ส่วนคนที่อาสาเข้ามาทำเพื่อแลกกับตำแหน่ง เมื่อต้องฝืนความรู้สึกของตนเอง ก็คงยากที่จะทำให้ออกมาเป็นธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามารับตำแหน่งแทนในอนาคต ในที่สุดก็อาจหนีชะตากรรมเดียวกันไม่พ้น
อย่าว่าแต่ให้คนอื่นทำแทนเลยครับ เจ้าตัวเองหากได้กลับเมืองไทย และได้บัญชาการเองอีกรอบ ก็คงยากที่จะทำได้ตามที่โอ้อวดเช่นกัน ดีไม่ดีประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยถูกไล่ลงจากเวทีเป็นครั้งที่สอง
ก่อนจบขอพูดเรื่องการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อเปรียบเทียบกับการกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีหลายคนถามว่าใครผิดใครถูก หรือแบบไหนดีกว่ากัน
ต้องบอกก่อนนะครับว่า ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามนี้ เพราะจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนที่ใช้ ว่าใช้เป็นหรือไม่
ตัวอย่างประเทศที่เก่งมากเรื่องกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อคือสหรัฐ โดยมีผู้ว่าการธนาคารกลางที่เชี่ยวชาญในการจัดการกับเงินเฟ้อสูงๆ เช่น พอล โวคเกอร์ เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ส่วน เบน เบอร์แนนคี ในยุคปัจจุบันก็เป็นเจ้ายุทธจักรในการจัดการกับเงินเฟ้อต่ำและเงินเฟ้อติดลบ
สำหรับประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเรื่องกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เจ้าตำรับหนีไม่พ้นญี่ปุ่น ต่อมาก็มีไต้หวันกับสิงคโปร์ หลังจากนั้นก็จีน และล่าสุดต้องยกให้เกาหลี
โดยทั่วไปการกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน หากใช้ไม่เป็นและปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีค่าเงินแข็งเกินพื้นฐาน จะมีความเสี่ยงและเป็นอันตรายมากกว่าระบบอื่นๆ ดังที่เราเองก็ต้องเรียนรู้ด้วยความเจ็บปวดจากวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 15 ปีก่อน
ที่สำคัญ หากจะกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนให้ได้ผล จะต้องเป็นการใช้อย่างเงียบๆ โดยไม่ประกาศ มิฉะนั้นจะเกิดการเก็งกำไร และจะถูกประเทศอื่นกล่าวหาว่าเอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งถูกต่อต้าน
หากจริงใจที่จะนำระบบนี้มาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ ก็ไม่ควรออกมาแสดงวิสัยทัศน์ผ่านสื่อ แต่อาจเป็นเรื่องที่ประธานฯ กับผู้ว่าการ ธปท. จับเข่าคุยกันเงียบๆ ด้วยสปิริตของความร่วมมือร่วมใจ ไม่มีลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งจ้องแต่จะควักจะล้วง และอีกฝ่ายได้แต่ปิดและป้อง เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน







