
รัฐบาลใช้คนไม่ถูกทางรวมพลนักวิชาการสับเละแผนน้ำ
แม้รัฐบาลจะกำหนดแผนแม่บทป้องกันน้ำท่วม โดยตั้งงบประมาณไว้กว่า 3 แสนล้านบาท และเชิญชวนให้เอกชนผู้สนใจร่วมเสนอวิธีดำเนินการตามแผน
โดย...สุภชาติ เล็บนาค/ อาทิตย์ เคนมี
แม้รัฐบาลจะกำหนดแผนแม่บทป้องกันน้ำท่วม โดยตั้งงบประมาณไว้กว่า 3 แสนล้านบาท และเชิญชวนให้เอกชนผู้สนใจร่วมเสนอวิธีดำเนินการตามแผน แต่สำหรับนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมศาสตร์ และอุทกศาสตร์ กลับเห็นว่าแผนดังกล่าวของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ที่สำคัญคือยังไม่เชื่อมั่นว่าหากดำเนินการครบถ้วนทั้งหมดแล้วจะสัมฤทธิผลหรือไม่ เนื่องจากขาดการสำรวจเบื้องต้นและการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
วานนี้วงเสวนาทางวิชาการ 2 เวที ซึ่งจัดโดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ระดมผู้มีความรู้ด้านต่างๆ วิเคราะห์นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลอย่างถึงพริกถึงขิง
สุวัฒนา จิตตลดากร อาจารย์ประจำภาควิชาทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดประเด็นให้เห็นว่า รัฐบาลร่างแผนดังกล่าวโดยไม่เข้าใจขั้นตอนการจัดทำโครงการ ทำให้มองไม่เห็นว่าโครงการดังกล่าวจะมีจุดสิ้นสุดอย่างไร
“ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา มีองค์กรด้านวิศวกรรมหลายองค์กรคัดค้าน แต่ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลปรับขั้นตอนการทำงานเพื่อขานรับคนในวงการวิศวกรรมน้อยมาก โครงการที่ไม่เกิน 2-3 ปี รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ แต่โครงการระยะยาวต้องแยกออกมาแล้วทบทวนกันใหม่ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างเขื่อน ฟลัดเวย์ หรือทางผันน้ำ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนจำนวนมหาศาล” สุวัฒนา กล่าว
ขณะที่ กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดข้อมูลใหม่ว่า นอกจากการที่รัฐบาลไทยได้เชื้อเชิญให้รัฐบาลจีนเข้ามาทำเอ็มโอยูดังกล่าว แต่ขณะนี้มีชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมด้วย
“ตอนแรกก็ไปชวนรัฐบาลจีนเข้ามาทำเอ็มโอยูด้วย แต่ไม่เฉพาะจีนเท่านั้น ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและการข่าวของสถานทูตสหรัฐอเมริกาเข้ามาในไทยไม่ต่ำกว่า 5 ชุด เพื่อสำรวจว่าจีนทำอะไรกับแผนงานเรื่องน้ำบ้าง และหลังจากนี้เชื่อได้เลยว่าจะไม่เฉพาะสหรัฐอเมริกาอย่างเดียว ปัญหาระหว่างประเทศเหล่านี้จะสร้างความวุ่นวายตามมาไม่รู้จบ” กัมปนาท กล่าว
ความไม่ชัดเจนในแผนดำเนินการของรัฐบาล ในมุมมองของอดีตวิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่า เป็นเพราะการใช้คนที่ไม่มีความรู้ในการแก้ปัญหาและสั่งการมั่ว โดยสั่งให้มีการทำคันกั้นน้ำคลองระพีพัฒน์และคลองรังสิตประยูรศักดิ์ จนไม่สามารถระบายน้ำลงสู่ด้านล่างได้
ธีระชน กล่าวว่า ทนไม่ได้ที่คนปลอดประสบการณ์ออกมาวิจารณ์ครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ในการจัดการน้ำอย่าง ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน การให้ความเห็นเรื่องโครงสร้างทางวิศวกรรมน้ำจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพวิศวกร แต่ขณะนี้หลายคนที่ไม่มีความรู้ต่างออกมาแสดงความเห็น
“วิธีการแก้ปัญหาด้วยการใช้เรือดันน้ำ 100 ลำ ไปวิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นักการเมืองคนหนึ่งอ้างว่าจะเป็นการดันน้ำออก ถือเป็นคนละเรื่องกับการใช้เครื่องดันน้ำ เพราะเป็นแค่การทำให้น้ำปั่นป่วน ซึ่งในวงการวิศวกรรู้สึกอับอายชาวโลกมากที่มีนักการเมืองอวดรู้แบบนี้” ธีระชน กล่าว
ด้าน สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเสนอรายชื่อผู้มีความรู้และประสบการณ์ในด้านอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยา ระดับปริญญาเอก 4 คน เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจ
“คณะทำงานของรัฐบาลไม่มีความน่าเชื่อถือเลย ไม่มีใครรู้เรื่องอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา เอาคนที่มีความรู้เรื่องแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ แต่ไม่มีความรู้เรื่องน้ำเลย” สมิทธ กล่าว
ขณะที่ ปราโมทย์ ซึ่งร่วมเป็นกรรมการ กยน. กล่าวว่า ถ้ามีใครมาถามว่า กยน.ทำอะไรกันบ้างก็ต้องตอบ เพราะรู้ว่ามีปัญหาอะไรอยู่ จะหาว่าไม่ยอมพูดในที่ประชุม แต่มาพูดนอกห้องเป็นการเล่นการเมืองไม่ได้ ในที่ประชุมก็พูดเตือนมาตลอด แต่ไม่มีใครฟัง
คมสันต์ มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ภาคประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการนี้ ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาลต้องตรวจสอบว่าแผนแม่บทของรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือไม่
ขณะที่ สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า อยากเสนอแนะให้รัฐบาลแบ่งงบประมาณ 2% ออกจากโครงการมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท โดยแบ่ง 1% หรือ 3,500 ล้านบาท เพื่อตั้งสถาบันวิจัยเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำทั้งหมด
“วันนี้ญี่ปุ่นมีเครื่องวัดน้ำฝน 4-10 กิโลเมตร (กม.) ต่อหนึ่งเครื่อง แต่ประเทศไทยระยะห่างเครื่องวัดแต่ละตัวห่างกันถึง 100-200 กม. กลายเป็นว่าทุกวันนี้ไทยนั่งเทียนตัวเลขข้อมูลน้ำฝนกันหมด และการทำโครงการนี้ขอให้ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันด้วย”
แผนแม่บทการจัดการน้ำยังเป็นเรื่องยาวที่ต้องติดตามและตรวจสอบกันไปอีกนาน เพราะใช่เพียงแค่งบประมาณลงทุนมหาศาล แต่การบริหารจัดการน้ำนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ในภาวะภูมิอากาศโลกแปรปรวน ซึ่งอาจเจอน้ำท่วมและฝนแล้งได้เสมอ







