posttoday
ทุ่มเงินแทรกแซงยางเดินหน้าก็ทรุด ถอยหลังก็เซ

ทุ่มเงินแทรกแซงยางเดินหน้าก็ทรุด ถอยหลังก็เซ

30 สิงหาคม 2555

เรียกได้ว่าถูกเบรกกันกลางวงที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจนตัวโก่ง สำหรับนโยบายแทรกแซงราคายางของ “บิ๊กเต้น”

โดย...จตุพล สันตะกิจ

เรียกได้ว่าถูกเบรกกันกลางวงที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจนตัวโก่ง สำหรับนโยบายแทรกแซงราคายางของ “บิ๊กเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีโควตาคนเสื้อแดงเพียงหนึ่งเดียวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เมื่อที่ประชุม ครม.มีมติไม่อนุมัติให้องค์การสวนยาง (อสย.) กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง

ที่เรียกกันง่ายๆ สั้นๆ ว่า การที่รัฐบาลนำเงินภาษีเข้าไปซื้อยางจากชาวสวนยางในราคานำตลาด

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ครม.รัฐบาลชุดนี้เพิ่งอนุมัติเงินกู้ก้อนแรกจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้ อสย. 1 หมื่นล้านบาท และให้สถาบันเกษตรกร 5,000 ล้านบาท นำรับซื้อยางจากชาวสวนยางในราคานำตลาดที่เป้าหมายคือ...

ยางแผ่นดิบคุณภาพชั้น 3 ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 104 บาทต่อกิโลกรัม

แต่เม็ดเงินที่ทุ่มลงไป 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่อาจหยุดยั้งราคายางพาราที่ต่ำเตี้ยติดดินลงไปทุกวันได้

เพราะตั้งแต่ อสย.ประกาศรับซื้อยางที่ราคาเป้าหมายตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา แต่พบว่าราคายางแผ่นดิบลดลงในอัตรา 14.2% และราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ลดลงถึง 15.8%

โดย ณ วันที่ 29 ส.ค. ราคายางแผ่นดิบราคาที่ตลาดกลางสงขลามีราคา 74.5 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากวันที่ 30 ก.ค. ราคาอยู่ที่ 86.3 บาทต่อกิโลกรัม

เช่นเดียวกับราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาตกมาอยู่ที่ 81.49 บาทต่อกิโลกรัม จากวันที่ 30 ก.ค. ราคาอยู่ที่ 93.11 บาทต่อกิโลกรัม

ทุ่มเงินแทรกแซงยางเดินหน้าก็ทรุด ถอยหลังก็เซ

ในขณะที่ อสย.รายงาน ครม.ว่า ณ วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา อสย.ได้เบิกเงินกู้เต็มจำนวน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อยางจากชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกร โดยซื้อยางตุนเก็บในโกดังต่างๆ แล้วจำนวน 6.69 หมื่นตัน

ส่วนสถาบันเกษตรกรได้ใช้เงินกู้ 2,996 ล้านบาท ซื้อยางเก็บไว้จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีการระบุจำนวนเหลือวงเงินกู้อยู่อีก 2,028 ล้านบาท

แต่ไม่สามารถชี้นำราคายางในตลาดให้ผงกหัวขึ้นมาแต่อย่างใด

ผลที่ตามมาทำให้การขอเงินกู้เพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านบาทของรัฐมนตรีณัฐวุฒิ จึงต้องถูกสั่งเบรกในที่ประชุม ครม.ทันที

แต่เพื่อไม่ให้รัฐมนตรีเพื่อไทยต้องเสียหน้า หรือทำให้รัฐบาลต้องถูกตำหนิว่า ไม่ดูดำดูดีกับชาวสวนยางภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงหลักพรรคประชาธิปัตย์ หรือฐานเสียงในภาคเหนือและอีสานที่หันมาปลูกยางกันยกใหญ่ เพราะเชื่อคำหวานของรัฐบาลที่หว่านหาเสียงไว้ว่าราคายางจะต้องไม่ต่ำกว่า 120 บาทต่อกิโลกรัม

ที่ประชุม ครม. จึงมอบหมายให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) กำหนดยุทธศาสตร์ยางในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางการแทรกแซงราคายาง ปริมาณ และราคาที่รัฐบาลจะเข้าไปรับซื้อยางจากชาวสวนยาง

แต่มีประเด็นให้ฉุกคิดว่า เหตุใด ครม.ต้องมอบหมายให้กิตติรัตน์เรียกประชุม เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ยางอีก

ทั้งๆ ที่การเสนอขอให้ อสย.กู้เงินเพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นมติ กนย. เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา

นั่นเป็นเพราะว่า การประชุมในวันนั้น กิตติรัตน์ ไม่ได้นั่งหัวโต๊ะ แต่เป็นณัฐวุฒิที่เรียกประชุม กนย.เป็นการด่วน ที่ทำเนียบรัฐบาล และนั่งเป็นประธานประชุม

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การขอเงินกู้เพิ่มเติมไม่ผ่านฉลุย อย่างที่ณัฐวุฒิคาดไว้

ประกอบกับมีเสียงจากกรรมการ กนย.บางคนที่คัดค้านการใช้เงินแทรกแซงราคายาง โดยระบุว่าการใช้เงินจำนวนมากในการรับซื้อยาง หรือให้เงินสนับสนุนมากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้รัฐบาลกำหนดราคายางพาราได้

“การแทรกแซงราคายางหรือรัฐให้เงินสนับสนุนมากเพียงใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สุดท้ายจะทำให้ อสย.และคณะกรรมการฯ มีปัญหา ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้อุตสาห กรรมยางปลายน้ำที่ใช้ยางสังเคราะห์กลับมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น” กรรมการ กนย.ระบุ

นี่จึงเป็นเสียงเตือนที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า การรับซื้อยางในราคาที่สูง แต่สถานการณ์ในตลาดโลกไม่เอื้อ เพราะความต้องการใช้ยางลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่ทำให้ความต้องการซื้อยางจากยุโรปลดลง ทั้งยังส่งผลให้จีนที่เป็นผู้สั่งซื้อยางรายใหญ่ของไทยต้องลดการสั่งซื้อยาง เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซนเช่นกัน

การรับซื้อยางราคาสูงๆ และฝืนกลไกตลาด จะทำให้รัฐบาลต้องขาดทุนหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะปีนี้มีการพยากรณ์ที่ผลผลิตยางมากกว่าความต้องการ 3 แสนตัน

แม้ณัฐวุฒิ ระบุว่า นั่นเป็นเพียงความเห็นของกรรมการบางคน และยืนยันว่ารัฐบาลจะยังคงรับซื้อยางในราคานำตลาดต่อไป เพราะเป็นการพยุงราคายางเพื่อทำให้กับชาวสวนยางมีรายได้ในระดับที่ดีต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันรัฐบาลได้ซื้อยางเข้ามาเก็บไว้แล้ว 8 หมื่นตัน

ณัฐวุฒิ ยังเชื่อมั่นว่า การดำเนินการตามมติคณะกรรมการร่วมยางพาราราคาระหว่างประเทศ หรือคณะกรรมการร่วมยาง 3 ชาติ คือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่กำหนดมาตรการพยุงราคายางในตลาดโลก โดยลดปริมาณการส่งออกยาง 3 แสนตัน และโค่นต้นยาง 6.25 แสนไร่ ที่จะมีผลวันที่ 1 ต.ค. 2555-31 มี.ค. 2556 จะทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นได้

แต่ทั้งหมดนั้นเป็นการคาดการณ์บนพื้นฐานที่ฝืนความเป็นจริงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าที่มีแต่จะทรุดตัวลงทุกวัน

ส่วนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้นเป็นสิ่งที่หวังได้ยาก

แม้มีเสียงสนับสนุนจาก ประภาส เอื้อนนทัช เลขาธิการสมาคมยางพาราไทย ที่มองว่าการที่รัฐบาลรับซื้อยางเก็บไว้จะทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นได้ แต่มีเงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องซื้อยางเก็บให้มากกว่านี้และเก็บยางไว้ในนานๆ

นั่นเพราะหากพ่อค้าคาดการณ์ว่าราคายางจะหายไปจากตลาด และมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้นก็จะรีบแย่งกันซื้อก่อนราคาจะขึ้น

ขณะเดียวกัน ในตลาดค้ายางโลกมีการสร้างข่าวที่กดราคายางต่อเนื่อง เช่น ล่าสุดการออกมาเปิดเผยปริมาณสต๊อกยางในโกดังที่ท่าเรือชิงเต่าว่ามีปริมาณสูงกว่า 2 แสนตันเศษ

ขณะที่จีนก็ได้มีการลดการเก็บสต๊อกยางของโรงงานยางลงมาจาก 30 วัน เหลือ 15 วัน

แต่นั่นสวนทางกับข้อมูลของกรมศุลกากรจีน (General Administration of Customs) รายงานว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2555 จีนนำเข้ายางธรรมชาติ 9.9 แสนตัน เพิ่มขึ้น 12.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่นำเข้ายางสังเคราะห์ 7.2 แสนตัน ลดลง 1.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

“หากพ่อค้าเป็นผู้ออกมาให้ข่าวเองว่า ปริมาณยางที่ท่าเรือชิงเต่ามีปริมาณเท่านั้นเท่านี้ ก็เป็นไปได้ว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อกดราคายางของพ่อค้า ซึ่งโกดังยางที่ท่าเรือชิงเต่าเคยมียางเก็บไว้สูงสุด 2.8 แสนตัน และน้อยที่สุด 1.4-1.5 แสนตัน ยางที่เก็บไว้ 2 แสนตัน ถือเป็นระดับปกติ” ประภาส ระบุ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการซื้อยางเก็บไว้ในสต๊อกจะทำให้รัฐบาลต้องขาดทุนมากเพียงใดก็ตาม แต่วันนี้ณัฐวุฒิไม่มีทางอื่นๆ ให้เลือกเดินมากนัก

เพราะถูกปัจจัยการเมืองทั้งนอกพรรค และแรงกดดันภายในพรรคบีบรัดให้ต้องเดินหน้าทั้งๆ ที่ขาดทุน

พรรคประชาธิปัตย์โจมตีการแก้ปัญหาราคายางล้มเหลว การก่อม็อบของชาวสวนยางในหลายจังหวัดที่ขายยางพาราไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้

ขณะที่การดำเนินตามมติคณะกรรมการร่วมยางพารา 3 ชาติ ที่ให้ไทยต้องโค่นต้นยางแก่กว่า 3 แสนไร่ จากจำนวนต้นยางที่ 3 ชาติ ต้องโค่น 6.25 แสนไร่ และถูกโจมตีว่าทำลายอาชีพชาวสวนยาง

ในขณะที่ณัฐวุฒิที่ต้องโชว์ผลงานพิสูจน์กึ๋นให้เป็นที่ประทับใจของนายใหญ่ เพื่อที่จะได้ “ตั๋ว” นั่งเก้าอี้เสนาบดีต่อในวาระที่มีจะการปรับ ครม.เร็วๆ นี้

อีกทั้งต้องเร่งทำให้ผู้ปลูกยางรายใหม่ในภาคเหนือและอีสานขายยางได้ราคาดีๆ เพื่อสร้างศรัทธาที่มีต่อพรรคเพื่อไทยให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น

หากทำไม่ได้...

ไม่เพียงแต่ณัฐวุฒิอาจต้องถูกพักงาน แต่ทำให้รัฐบาลตกเป็นเป้าโจมตีจากบรรดาเกษตรกรและพรรคฝ่ายค้านได้

แม้จะไม่ถึงกับทำให้ณัฐวุฒิต้องหกล้มหน้าคว่ำคะมำหงาย แต่ก็ทำให้ณัฐวุฒิและรัฐบาล “เดินเซ” ได้เหมือนกัน

เพราะถ้าทำนโยบายแทรกแซงราคายางพาราไม่ได้อาจทำให้ฐานเสียงบางปันใจให้พรรคอื่น

ดังนั้น การกำหนดราคายางที่สูงเกินไปจนตลาดรับไม่ได้ มีแต่จะทำให้ประเทศต้องรับภาระการขาดทุนมหาศาล จากการเก็บสต๊อกยางแล้วระบายสต๊อกขาดทุนที่สะท้อนอกมาจากการเหยียบเบรกในรอบนี้

อาจถึงเวลาที่รัฐบาลและชาวสวนยางอาจต้องยอมรับความจริงในวันนี้ว่า ยางพาราไม่มีทางที่จะทะยานไปดังฝัน จึงจำเป็นต้องรอวันที่ราคายางจะกลับมาทะยานขึ้นอีกครั้ง

เพียงแต่ว่าระยะเวลาจะเป็นเมื่อใด เศรษฐกิจโลกเป็นใจหรือไม่คงต้องลุ้นกันเหนื่อย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท