
ตามคาด
เมื่อวานนี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยตัวเลขการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ให้กับภาคเอกชน
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เมื่อวานนี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยตัวเลขการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ให้กับภาคเอกชน ปรากฏว่าในเดือนที่แล้วการปล่อยกู้แทบจะไม่ขยับไปไหน เพิ่มขึ้นที่ 0.1% เท่านั้น หลังจากที่เมื่อเดือน มิ.ย.ก็หดตัวไปแล้ว 0.2%
ถือว่าเป็นไปตามความคาดหมาย ที่บรรดาธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าที่จะปล่อยกู้ออกไปในช่วงยามที่เศรษฐกิจกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานอยู่เช่นนี้ และการที่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ออกไป นั่นยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของกลุ่มยูโรโซนจะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก
ต้องไม่ลืมว่าธนาคารกลางยุโรปนั้นเปิดประมูลเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวให้กับภาคธนาคารพาณิชย์ไปแล้วถึง 2 ระลอกตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้นำเงินที่ประมูลไปได้นั้น นำไปลงทุนในตลาดพันธบัตรเพื่อช่วยประคองรัฐบาลประเทศที่มีปัญหาบ้าง
หรือไม่ก็นำไปปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชนกันมากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ เปิดให้ภาคธุรกิจร้านค้าสามารถกลับมาลืมตาอ้าปากกันได้อีกครั้ง
แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม เมื่อธนาคารพาณิชย์เหล่านี้มักจะเก็บเงินไว้เองเพื่อเป็นการสำรองทุน เพราะต่างไม่แน่ใจกับภาวะเศรษฐกิจในระยะนี้
อีกทั้งยูโรโซนเองก็ยังขาดกลไกที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการเงินได้อย่างเพียงพอว่าจะปลอดภัยจากวิกฤตหนี้ในครั้งนี้ได้จริง จึงทำให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายเลือกที่จะเพลย์เซฟครับ
ดังนั้น ภาคธนาคารพาณิชย์จึงเลือกที่จะเก็บเงินกู้ไว้เป็นทุนสำรอง และนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ทองคำและน้ำมัน ซึ่งทำให้เห็นความผันผวนในสินค้าทั้งสองรายการที่ผ่านมา
ภาวะดังกล่าวจะยิ่งสร้างแรงกดดัน และทำให้เศรษฐกิจภาคจริงของยูโรโซนยิ่งได้รับผลกระทบหนักมากขึ้น เนื่องจากบริษัทห้างร้าน ตลอดจนคนทั่วไปนั้นไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ ก็จะยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจที่ฐานรากไม่มีเงินหมุนเวียน
ซ้ำร้ายรัฐบาลยังตัดลดสวัสดิการของแรงงานและลูกจ้างรัฐบาลมากขึ้นไปอีก การหมุนเวียนของเงินในระบบสังคมก็ลดน้อยลงไป
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปครับ ทั้งสหรัฐและยุโรปนั้นสภาพปัญหากำลังเกิดขึ้นคล้ายกันทั้งหมด ที่การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐนั้นไปไม่ถึงภาคเศรษฐกิจด้านล่าง ส่วนใหญ่เงินที่อัดลงไปจะวิ่งวนอยู่ในระดับธนาคารเท่านั้น
ถือเป็นการบ้านข้อที่ยากยิ่งสำหรับยุโรป ที่ไม่ใช่ว่าจะเดินหน้ารัดเข็มขัดเพื่อประหยัดกันเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าหากเศรษฐกิจไม่เดินหน้า ไม่มีการหมุนเวียนของกระแสเงินในระบบ ก็ยากครับที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะกลับคืนมา
โดยสิ่งที่ธนาคารกลางยุโรปจะต้องเร่งกระทำตอนนี้ก็คือ จะทำอย่างไรให้เงินที่อัดฉีดลงไปนั้นถึงมือเอกชนอย่างจริงๆ ไม่ใช่กระจุกอยู่กับภาคแบงก์แต่เพียงอย่างเดียวครับ







