posttoday
ฤาพญามังกรจะสิ้นลาย

ฤาพญามังกรจะสิ้นลาย

29 สิงหาคม 2555

หลายฝ่ายต่างมีความกังวลว่าสึนามิทางเศรษฐกิจรอบนี้ แม้แต่พญามังกรเองก็อาจจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา

โดย...สิรพล ฤทธิประศาสน์

หลายฝ่ายต่างมีความกังวลว่าสึนามิทางเศรษฐกิจรอบนี้ แม้แต่พญามังกรเองก็อาจจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา

ปี 2551 เกิดวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เริ่มจากสหรัฐอเมริกานำมาสู่การสลับขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจมาสู่ฝั่งเอเชีย โดยมีพี่ใหญ่จีนเป็นผู้นำ

เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงได้รับแรงกระตุ้นรอบใหม่จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนและประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ (Emerging Countries) หากไม่มีจีนในตอนนั้น ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 จะมีความรุนแรงมากกว่านี้ เพราะอุปสงค์จากกลุ่มประเทศตะวันตกหดตัวลงอย่างมาก

ณ ช่วงเวลานั้น จีนเลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยการใช้นโยบายการใช้จ่ายทางภาครัฐ การเพิ่มการลงทุน และการลดหย่อนการปล่อยสินเชื่อ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนให้มีการปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น นโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จ ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2553

ขณะนี้จีนและประเทศอื่นๆ กลับต้องมาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่จากกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรที่กินเวลามานานกว่า 3 ปี ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มหดตัว อัตราเจริญเติบโตของจีดีพีโลกจาก 4.34% ในปี 2553 ลดลงเหลือเพียง 2.71% จากข้อมูลในเดือน ก.ค. 2555 อัตราการเจริญเติบโตของจีนลดลงเหลือเพียง 7.6% ในไตรมาสที่ 2 ต่ำสุดจากในช่วงต้นปี 2552 และอาจจะถดถอยอย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นเหตุผลที่หลายฝ่ายต่างมีความกังวลว่า แม้แต่พญามังกรเองอาจจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในรอบนี้

ไทยซึ่งมีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญเป็นลำดับที่ 2 รองจากญี่ปุ่น ก็คงหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบด้วย

นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ ค่ายต่างฟันธงว่า จีนจะต้องเผชิญกับปัญหาการชะลอตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืนจากการที่จีนส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากภาคการส่งออกและการลงทุนในสินค้าทุน (Fixed Investment) นโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ยอดการส่งออกสุทธิต่อจีดีพีของจีน (Net Export to GDP) ในปี 2551-2552 ลดลงจาก 7.7% เหลือเพียงแค่ 4.3%

รัฐบาลจีนแก้ไขสถานการณ์โดยการอัดฉีดเงินเพิ่มการลงทุนในเครื่องจักรโรงงานและการก่อสร้างต่างๆ ส่งผลให้การลงทุนในสินค้าทุนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 44% เป็น 47.5%

ในที่สุดแล้วเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ยุโรป ซึ่งห่างจากวิกฤตรอบที่แล้วเพียงไม่กี่ปี ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และมีทีท่าที่จะรุนแรงกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ พร้อมทั้งมีโอกาสเป็นไปได้ว่าพญามังกรอาจจะเป็นเหยื่อรายถัดไปต่อจากกลุ่มลูกหมู (PIIGS) อันประกอบไปด้วย โปรตุเกส อิตาลี กรีซ สเปน ไอร์แลนด์ เพราะวิธีแก้ปัญหาเดิมจากการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะไม่มีประสิทธิภาพเหมือนรอบที่ผ่านมา เนื่องจากในขณะนี้สัดส่วนสินค้าทุนต่อจีดีพีมีมูลค่าถึง 50% ซึ่งสูงมาก ในขณะที่สัดส่วนการบริโภคต่อจีดีพีลดลงจากประมาณ 35% เป็น 33% และสะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวจากการใช้บริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption)

ในด้านหนี้สาธารณะของจีนนั้น จีนมีหนี้อยู่ในระดับที่สูง ถึงแม้ว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการจะระบุไว้เพียงแค่ 19% ของ GDP ในปี 2553 แต่เมื่อมีการรวมหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐแล้ว Andrew Batson และ Janet Zhang จากบริษัทที่ปรึกษา GaveKalDragonomics ประเมินว่าหนี้สาธารณะทั้งหมดอาจจะสูงถึง 80%

ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ หากเปรียบเทียบกับไทยที่มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่แค่เพียง 41% แต่ก็ต้องตระหนักว่า แม้ว่านโยบายอัดฉีดเงินเพิ่มสิ่งก่อสร้างจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกวิธีหนึ่ง แต่ในระยะยาวแล้ว หากเม็ดเงินลงทุนที่ถูกหว่านลงไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างผลตอบแทนได้ ท้ายสุดก็จะแปรสภาพกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างในอดีต

ปัจจุบันสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มถูกสะท้อนออกมาจากบ้านเมืองและตึกต่างๆ ที่ไร้ผู้อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรมที่เริ่มหยุดผลิตสินค้า และอีกทั้งราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง เวลานี้นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายต่างให้ความสำคัญไปที่โอกาสที่จะเกิดหนี้เสียในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ถึง 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP)

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะหากราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลง จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่ติดกับธนาคารพาณิชย์ด้อยค่า และทำให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ (Mortgage) สูงขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสที่จะเกิดการไม่ยอมชำระหนี้ และกลายเป็นวิกฤตหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ปัจจุบันนี้ตัวเลขของราคาเฉลี่ยบ้านในจีนลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 9 เดือน ตั้งแต่ ต.ค. ปี 2554 ยิ่งเป็นการเติมเชื้อเพลิงของความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในประเทศจีน

หลายๆ เมืองในจีนตอนนี้ที่ถูกเรียกว่า “เมืองผี” ในที่นี้หมายถึงเมืองหรือจังหวัดที่รัฐบาลท้องถิ่นของจีนได้ทำการก่อสร้างตึกสูงเพื่อเป็นที่พักอาศัยให้แก่คนยากจน แต่ในที่สุดแล้วกลับกลายเป็นว่าเมืองเหล่านั้นกลับไร้ผู้อยู่อาศัย รายงานของ Bloomberg ระบุว่า เมือง Kangbashi ที่ตั้งอยู่บริเวณส่วนในของมองโกเลีย ได้มีการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย โดยคาดหวังว่าจะรองรับประชากรจำนวน 1 ล้านราย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันกลับมีผู้อยู่อาศัยเพียงแค่ 3 หมื่นราย

ในจีนยังมีเมืองผีอย่างนี้อีกเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการลงทุนที่ขาดทุนและสูญเปล่า

เมื่อการลงทุนต่างๆ ไม่สามารถสร้างรายได้ที่จะชำระหนี้ได้ รัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ ก็จะต้องเข้ามาอุ้มชูแบกรับหนี้เหล่านั้น ซึ่งมีจำนวนมากเกินกว่าที่รัฐบาลท้องถิ่นจะรับผิดชอบไหว สุดท้ายแล้วรัฐบาลกลางก็จะเข้ามาแทรกแซงเป็นผู้รับหนี้ต่างๆ มารวมไว้กับตัวเอง ปัญหาเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับวิกฤตในประเทศฝั่งตะวันตกและตะวันออกกลาง กล่าวคือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจากฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในสินค้าทุนมากเกินกว่าความจำเป็น (Excess Capacity) ทำให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นมะเร็งร้ายในที่สุด

จากที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย พบว่า อัตราหนี้ต่อจีดีพียังอยู่ในระดับที่ต่ำ และเมื่อรวม พ.ร.บ.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หนี้สาธารณะจะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 50% และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งต่างกับจีน

ดังนั้น ในยามที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะถดถอยเช่นนี้ เป็นโอกาสดีที่ประจวบเหมาะอย่างยิ่งที่เราจะเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาดแคลนและเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ที่สำคัญโครงการที่ทำต้องไม่ใช่โครงการผีหลอก

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท