posttoday
วิกฤตก๊าซธรรมชาติเมือง'เจิ้งโจว'บทสะท้อนวิกฤตพลังงานไทย

วิกฤตก๊าซธรรมชาติเมือง'เจิ้งโจว'บทสะท้อนวิกฤตพลังงานไทย

28 สิงหาคม 2555

มีหนังสือดีอยู่เล่มหนึ่งมีชื่อว่า Da Wei Ji เขียนโดย QieDong แปลเป็นภาษาไทยว่ามหาอำนาจจีนบนทางแพร่ง

โดย...ณัฐกฤต ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

มีหนังสือดีอยู่เล่มหนึ่งมีชื่อว่า Da Wei Ji เขียนโดย QieDong แปลเป็นภาษาไทยว่ามหาอำนาจจีนบนทางแพร่ง มีข้อเขียนตอนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายพลังงานไทยที่ผู้บริหารในภาคพลังงานไทยพึงตระหนัก โดยมีข้อความตอนหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า ประมาณปลายปี 2004 กรุงปักกิ่งเผชิญกับสภาวการณ์อุปทานก๊าซธรรมชาติตึงตัว ส่งผลทำให้เมืองต่างๆ ทยอยกันขาดแคลนก๊าซธรรมชาติตามไปด้วย เช่นเดียวกับเมืองเจิ้งโจวในมลฑลเหอหนาน ก็ได้รับผลพวงไปด้วย

ผู้บริหารเมืองเจิ้งโจวออกมาชี้แจงว่า ในปี 2008 ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนงานการจัดส่งก๊าซธรรมชาติจากหัวเมืองทางตะวันตกส่งไปทางตะวันออกมากขึ้น จากแผนงานเดิมที่ต้องส่งก๊าซธรรมชาติให้พื้นที่ตอนล่าง 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีสัดส่วนที่จะต้องให้กับเมืองเจิ้งโจวด้วยถึงปีละ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร เปลี่ยนไปให้กรุงปักกิ่งแทน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาขนาดการบริโภคก๊าซของเมืองได้ขยายอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดความตึงตัวของก๊าซธรรมชาติ ตามสถิติ ปริมาณการบริโภคตั้งแต่ปี 2002 ของเมืองเจิ้งโจวอยู่ที่ 95 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงปี 2005 บริโภคถึง 300 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการคาดการณ์เมื่อถึงปี 2010 จะมีปริมาณอุปสงค์สูงถึง 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

นักวิเคราะห์พลังงานของจีนแสดงความคิดเห็นว่า การขาดแคลนอุปทานก๊าซธรรมชาติของเมืองเจิ้งโจว มาจากสาเหตุหลักๆ คือ รัฐบาลเมืองไม่บริหารจัดการเรื่องการจัดหาพลังงานของตนเองให้ดี แต่กลับมอบหมายเรื่องของพลังงาน ไปให้กับธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่ของประเทศ อย่างเช่นบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน หรือ บริษัท ซิโนเปค (Sinopec) ไปดำเนินการ ทั้งนี้ภารกิจของรัฐบาลกับบริษัทในเรื่องการบริหารในภาคพลังงานไม่เหมือนกัน บริษัทต้องการความคุ้มค่าในเชิงขนาดของผู้บริโภคพลังงานเพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงต่อการลงทุน ดังนั้นในมุมมองของบริษัทปิโตรเลียมของจีน ความมั่นคงในอุปสงค์ (Demand Security) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการลงทุนในภาคอุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.หูอันกาง นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของจีนแสดงทัศนะว่า “ใครเป็นผู้ซื้อ ผู้นั้นเป็นผู้ชนะ” ดูเหมือนว่าประชาชนชาวเมืองเจิ้งโจวจะถูกครอบงำโดยอุปสงค์แบบเบ็ดเสร็จ ให้โครงสร้างของการใช้เชื้อเพลิงมุ่งไปสู่การใช้ก๊าซ ธรรมชาติ เพียงโครงสร้างเดียว รัฐบาลเมืองเจิ้งโจวได้รับการปลูกฝังให้มองก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงาน “สะอาด สะดวก ราคาต่ำ” ตลอดมา รัฐบาลท้องถิ่นได้กระตุ้นเรียกร้องให้ประชาชนใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ด้วยการโหมการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์รวมทั้งการชักนำที่ผิดพลาดของข้อมูลตลาดที่คลาดเคลื่อน ประชาชนและธุรกิจในเมืองเจิ้งโจวจึงเข้าใจว่าก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาต่ำ พวกเขาไม่เพียงใช้ก๊าซธรรมชาติทำอาหารแทนก๊าซจากถ่านหิน และใช้ก๊าซธรรมชาติแทนน้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ ยังใช้ก๊าซธรรมชาติทำความร้อน และเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า ส่งผลถึงการเพิ่มอุปสงค์ก๊าซธรรมชาติอย่างมหาศาล ทำให้ความต้องการเพิ่มก๊าซธรรมชาติอย่างรวด

ไม่เพียงเท่านี้ การใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อทำความร้อนยังทำให้ปริมาณความต้องการก๊าซธรรมชาติระหว่างฤดูหนาวและฤดูร้อนแตกต่างกันมาก ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมของบริษัทเชื้อเพลิงเจิ้งโจวแสดงให้เห็นว่าปริมาณความต้องการก๊าซธรรมชาติในฤดูหนาวของเมืองเจิ้งโจวแต่ละวันเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็น 3 เท่าของความต้องการในฤดูร้อน ทุกวันมีการขาดแคลนอุปทานก๊าซธรรมชาติถึง 5 แสนลูกบาศก์เมตร

จริงอยู่ที่ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่สะอาดและสะดวก แต่ไม่ใช่พลังงานที่ราคาถูกแน่นอน หนีเหวยโต้ว ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชิงหัวและราชบัณฑิตสภาวิศวกรรมแห่งชาติ เคยนำก๊าซธรรมชาติไปเปรียบเทียบกับน้ำหอมปารีส เขาพยายามตักเตือนว่าไม่สามารถนำน้ำหอมปารีสมาใช้แทนน้ำ ผลิตภัณฑ์ชั้นยอดก็ควรต้องใช้อย่างดีด้วย แต่เมืองเจิ้งโจวกลับไม่ได้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเสมือนน้ำหอมปารีส ทั้งๆ ที่มณฑลเหอหนานเป็นมณฑลพลังงานขนาดใหญ่ ทรัพยากรถ่านหินอุดมสมบูรณ์และราคาค่อนข้างถูก ในเขตเมืองเจิ้งโจวมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหลายแห่ง แต่รัฐบาลเจิ้งโจวกลับละทิ้งการเชื่อมโยงการผลิตของโรงไฟฟ้าทั้งสองแบบ กลับไปพัฒนาด้านการผลิตความร้อนจากก๊าซธรรมชาติโดยตรง นี่เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานที่ผิดพลาดอย่างชัดเจน

รัฐบาลเจิ้งโจวให้เหตุผลว่า โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมีประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเท่าตัว ในความเป็นจริงสำหรับเมืองเจิ้งโจวแล้ว การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า ทั้งนี้พวกเขาไม่พิจารณาถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงกว่าถ่านหินถึง 3-4 เท่าตัว ประสิทธิภาพที่สูงไม่สามารถทดแทนความต่างของราคาเชื้อเพลิงได้

และหากจะให้เหตุผลว่าเมืองเจิ้งโจวให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมจึงผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ หากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบฟลูอิไดซ์เบดหมุนวน (Circulating Fluidize Bed Boiler) มีการกำจัดฝุ่นผง และลดสารกำมะถันด้วยกระบวนการดีไนเตรชัน (Denitration) ก็สามารถทำตามข้อเรียกร้องในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน

คำกล่าวที่ว่า ใครค้าน้ำก็อยากจะขายน้ำ ใครค้าก๊าซก็อยากจะขายก๊าซ ใครค้าถ่านก็อยากจะขายถ่าน กรณีวิกฤตก๊าซธรรมชาติเมืองเจิ้งโจว เห็นได้ชัดว่าบริษัทปิโตรเลียมยักษ์ใหญ่อย่าง ซิโนเปค ที่มีกำลังทุนที่เหนือกว่าบริษัทท้องถิ่นอย่างเทียบกันไม่ติด ได้เข้าครอบงำโครงสร้างด้านพลังงานแบบผูกขาด ก๊าซธรรมชาติ ส่งผลต่อการลดโอกาสในการพัฒนาพลังงานในภาคอื่นๆ อย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่มณฑลเหอหนานมีทรัพยากรถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมีเทนในชั้นถ่านหินที่อุดมสมบูรณ์ และยังมีพลังงานไฮโดรคาร์บอนรูปแบบใหม่ และทรัพยากรพลังงานชีวภาพอยู่มากมายเช่นกัน ถ้ารัฐบาลเมืองเจิ้งโจวสามารถนำเอาอุปสงค์พลังงานของเมืองมาจัดการเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ก็สามารถขยับขยายช่องทางอุปทานพลังงานได้อย่างมาก

วิกฤตการณ์อุปทานก๊าซธรรมชาติเมืองเจิ้งโจว น่าจะเป็นบทสะท้อนที่ดีสำหรับนโยบาย พลังงานไทยที่ว่าเราได้มีการกระจายสัดส่วนโครงสร้างการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงทั้งทางด้านการจัดหาเชื้อเพลิงและต้นทุนพลังงานที่เหมาะสมหรือยัง เพราะหากเรายังรวมศูนย์การจัดหาพลังงานไว้ที่การจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติประเภทเดียว โอกาสที่ประเทศไทยจะพบวิกฤตการณ์เช่นเดียวกับเมืองเจิ้งโจว ย่อมมีความเป็นไปได้สูง ทั้งนี้ วิกฤตพลังงานในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเมืองเจิ้งโจวเท่านั้น แต่ได้ส่งผลกระทบภาวะการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติส่งต่อไปยังเมืองซีอานในมลฑลชานซี เมืองเฉิงตูในมลฑลเสฉวน นครฉงชิ่ง ส่งผลทำให้ต้องมีมาตรการอย่างเข้มข้นในการจำกัดการใช้ไฟฟ้าใน 24 เขตพื้นที่ของจีนอีกด้วย

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน