
คุณธรรม-จริยธรรมของผู้บริหาร
ผู้บริหารไม่ว่าจะมาจากประเภทใดก็ตาม หากจะเป็นผู้บริหารที่ดี ไม่ถูกขับไล่ให้ไปไวๆ ท่านต้องมีคุณธรรม-จริยธรรม
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการ กฎหมายอิสระ
เป็นผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะเป็นก็เป็นได้ คนที่จะเป็นผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษเหนือบุคคลทั่วไป ซึ่งน่าจะมี 3 ประเภทด้วยกัน คือ
ประเภทแรก เป็นพวกประจบสอพลอ เป็นคนรับใช้ เป็นเด็กในคาถาที่ผู้มีอำนาจสั่งได้ ซึ่งรวมถึงพวกคุณขอมาด้วย ประเภทนี้เป็นพวกตกต่ำที่สุด เพราะยังต้องซ้ายหันขวาหันรับใช้ผู้เป็นนายอยู่
ประเภทที่สอง มีความพิเศษที่เป็นน้องหรือเป็นญาติของผู้มีอำนาจ ประเภทนี้ดีกว่าประเภทแรก เป็นพวกทำบุญมาดี แม้ไม่มีความสามารถ เพียงท่องบทให้ได้ตามโพย ก็พอจะเอาตัวรอดไปได้ แต่จะทำได้ดีหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ประเภทที่สาม เป็นพวกที่มาด้วยความสามารถ มีฝีมือเป็นที่ต้องการของผู้มีอำนาจ พวกนี้มักจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะรักศักดิ์ศรี ชอบทำถูกต้องไม่ใช่ถูกใจ นายใหญ่นายน้อยจึงไม่ค่อยจะปลื้ม
ท่านผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจวาสนาทั้งหลาย คงรู้ดีอยู่แก่ใจว่า อยู่ในประเภทใด
ผู้บริหารไม่ว่าจะมาจากประเภทใดก็ตาม หากจะเป็นผู้บริหารที่ดี มีคนสรรเสริญ ไม่ด่าลับหลัง ไม่ถูกขับไล่ให้ไปไวๆ ท่านต้องมีคุณธรรม-จริยธรรม ส่วนคุณธรรม-จริยธรรมมีความหมายอย่างไรอย่าไปถามคนแดนไกลเพราะเขาไม่รู้จัก
กรณี White Lies ที่คนระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับว่า พูดโกหก เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่า ผู้บริหารประเทศควรทำหรือไม่มีคุณธรรม-จริยธรรมในการบริหารหรือไม่
ก่อนที่จะไปถึงระดับประเทศ เรามาดูภาคเอกชนกันก่อนว่า ภาคเอกชนตื่นตัวในเรื่องคุณธรรม-จริยธรรม โดยตื่นตัวในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยหอการค้าไทยได้สร้างแนวร่วมต่อต้านการคอร์รัปชันของภาครัฐ ปัจจุบันน่าจะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยองค์กรแล้ว
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังตั้งสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือที่เรียกกันว่า IOD หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 โดยภาคเอกชนตระหนักดีว่า การบริหารองค์กรใดๆ ให้อยู่รอด สามารถผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ จะต้องมีคุณธรรม-จริยธรรม มีความโปร่งใสตรงไปตรงมา ไม่โกหก
สิ่งที่ IOD สอนคือ เรื่องการปฏิบัติหน้าที่กรรมการของบริษัทที่ดี ที่เรียกว่า Good corporate governance ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน 4 ประการ คือ Care การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ Loyalty การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น Obedience การปฏิบัติตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ มติคณะกรรมการและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น และ Disclosure การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องครบถ้วน โปร่งใสและทันเวลา
การออกมายอมรับของกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายรัฐมนตรีและ รมว.คลัง (รอง CEO ควบ CFO ในภาคเอกชน) ว่า การตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกขยายตัว 15% เป็นการโกหก โดยอ้างว่า “ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่องที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า White Lies ที่แปลว่า โกหกสีขาว”
ตำแหน่งของกิตติรัตน์ เป็นรองก็แต่นายกรัฐมนตรี ทุกคำพูดจึงมีความสำคัญกับประเทศ จากคำพูดที่ออกมายอมรับของกิตติรัตน์ ทำให้มีคำถามมากมายที่ตามมา
ประการแรก กิตติรัตน์รักษาศีลห้าอันเป็นศีลขั้นต่ำของสัตว์ที่เรียกว่า คน ไม่ได้ การผิดศีลข้อมุสาจะทำให้ขาดความเชื่อถือของคนทั่วไป และจะมีคำถามตามมาว่านอกจากเรื่องเป้าหมายการส่งออกที่เป็นเรื่องโกหกแล้ว ยังมีเรื่องไหนอีกบ้างที่ได้พูดโกหกไว้ และต่อไปเราจะเชื่อถือคำพูดของคนโกหกได้อย่างไร
ประการที่สอง กิตติรัตน์อ้างว่า ได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่องได้ คงต้องถามว่า ใครอนุญาต ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีผู้ที่ใหญ่กว่าเพียงสองเท่านั้น คือ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในเรื่องนี้กิตติรัตน์ได้รับอนุญาตจากใคร คิดเอาเอง หรือเชื่อตามทฤษฎีของฝรั่งชาติไหน
ประการที่สาม กิตติรัตน์อ้างว่า ที่ต้องโกหกเพื่อต้องการสร้างความเชื่อมั่นนั้น ต้องการให้ใครเชื่อมั่นบ้าง ให้เชื่อมั่นเพื่ออะไร ถ้าไม่เชื่อมั่นแล้วจะเป็นอย่างไร และถ้าให้เชื่อมั่นอย่างผิดๆ ตามที่โกหกจะเกิดผลอย่างไร
ประการที่สี่ ต้องการโกหกเพื่อประโยชน์ของใคร ประเทศชาติได้อะไรจากการโกหก ถ้าความเป็นจริง ขยายตัวเพียง 5% ต่อให้กิตติรัตน์โกหกทุกวันว่าขยายตัว 15% ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นจริงได้ เพราะความเป็นจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของกิตติรัตน์ แต่อยู่กับสถานการณ์ที่เป็นจริง ประชาชน นักลงทุน นอกจากไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการโกหกแล้ว ยังน่าจะได้รับความเสียหายด้วย การโกหกของกิตติรัตน์จึงไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ กับส่วนรวม แต่จะเกิดประโยชน์กับรัฐบาลที่ทำให้คนเข้าใจว่ามีฝีมือมีความสามารถในการบริหาร จึงเป็นการโกหกเพื่อประโยชน์ของตนเอง เพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล
ประการสุดท้าย ใครจะรับผิดชอบกับการโกหก หากเกิดความเสียหาย เช่น ถ้ามีนักลงทุนเชื่อถือในคำโกหกของคนระดับรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แล้วไปกู้หนี้ยืมสินมาขยายการลงทุน เพื่อรองรับการขยายตัวของการส่งออก แต่ปรากฏว่าเป็นการโกหกสีขาว แล้วเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากเชื่อคำโกหกนั้น ใครจะรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น
คนที่ชอบการโกหกน่าจะมีอยู่พวกเดียว คือพวกที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ต้องการให้นายใหญ่นายน้อยชื่นชมว่าตัวบริหารงานเก่ง ประสบความสำเร็จ แล้วก็นั่งชื่นชมกับคำสรรเสริญเยินยอ
เชื่อเถอะครับว่า ในความเป็นจริง ไม่มี White Lies หรอกครับ มีแต่ ไอ้ลายไอ้ด่าง ที่กระดิกหางให้เจ้าของที่โยนเศษอาหารให้กินทุกวัน







