
ความเชื่อมั่น
ฉบับเมื่อวานนี้ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องเวียดนามไปค่ะ หลังจากที่ไปมาเมื่อช่วงกลางเดือนนี้กับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในโครงการอบรมผู้สื่อข่าวอาเซียน เพื่อไปดูไปรู้จักบ้านเมืองของเขา (คร่าวๆ) ก่อนที่เราจะเป็นประชาคมเดียวกันในอีก 3 ปีข้างหน้า
ฉบับเมื่อวานนี้ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องเวียดนามไปค่ะ หลังจากที่ไปมาเมื่อช่วงกลางเดือนนี้กับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในโครงการอบรมผู้สื่อข่าวอาเซียน เพื่อไปดูไปรู้จักบ้านเมืองของเขา (คร่าวๆ) ก่อนที่เราจะเป็นประชาคมเดียวกันในอีก 3 ปีข้างหน้า
การคุยกับสื่อและหน่วยงานต่างๆ ของเวียดนามเป็นไปอย่างออกรส บรรยากาศไม่ตึงเครียด แม้จะมีกระเซ้าเรื่องฟุตบอลกับเรื่องฐานทัพยิง B52 มาบ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นบรรยากาศที่เป็นมิตร
ยกเว้นเพียงเรื่องเศรษฐกิจ...โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เวียดนามกำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่
นอกจากเรื่องควบคุมเงินเฟ้อที่ดีขึ้น โดยลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีแล้ว ปีนี้อาจถือว่าเป็นปีแห่งความบอบช้ำที่สุดของเวียดนาม เพราะการลงทุนหดหายหนัก การส่งออกลดฮวบ หนี้เสียพุ่งสูง และจีดีพีหดตัวไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจอาจทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจซบเซาจะเป็นกันทุกประเทศแม้แต่ไทยเองก็ตาม
แต่ปัญหาเศรษฐกิจใหญ่สุดของเวียดนาม คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่กำลังสั่นคลอนลงอย่างหนัก
หลังจากที่จับกุมมหาเศรษฐี เหวียนดึ๊กเคียน นายแบงก์ใหญ่ผู้ก่อตั้งธนาคารเอเชีย คอมเมอร์เชียล แบงก์ (เอบีซี) หรือแบงก์ใหญ่อันดับ 2 ในเวียดนาม ฐานต้องสงสัยว่าก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินและตลาดทุนในเวียดนาม ก็ดิ่งฮวบลงทันที
ในสัปดาห์ที่แล้วเพียงสัปดาห์เดียว มูลค่าในตลาดหุ้นเวียดนามหายไปถึงกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 1.58 แสนล้านบาท) จนใกล้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี ส่วนคนเวียดนามก็แห่ถอนเงินออกจากธนาคารนี้กันไปแล้วกว่า 384 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.21 หมื่นล้านบาท) แถมล่าสุดยังมีการจับกุมเพิ่มเติม และตอนนี้บรรดาสื่อต่างประเทศหลายสำนักต่างเขียนถึงเวียดนามไปในทิศทางเดียวกันว่า อาการน่าเป็นห่วง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง
โธมัส ฟูลเลอร์ นักข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของนิวยอร์กไทมส์ ถึงกับพาดหัวว่า เวียดนามอาจเผชิญการล่มสลายทางเศรษฐกิจ โดยดูจากการปิดตัวของธุรกิจจำนวนมาก และภาวะหนี้เสียของเวียดนามที่พอกพูนจนน่าห่วง
ส่วนเอเอฟพีก็เจาะถึงปัญหาทางการเมืองจากข่าวดังกล่าว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านายดึ๊กเคียนที่ถูกจับ มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับนายกรัฐมนตรี เหวียนเติ๋นสุง ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านรูปแบบบริษัทของรัฐ โดยมีต้นแบบมาจากกลุ่มธุรกิจ แชโบล ในเกาหลีใต้ การจับกุมครั้งนี้จึงอาจส่งสัญญาณถึงปัญหาการเมืองภายในด้วย
การไปเวียดนามราว 1 สัปดาห์ก่อนมีข่าวใหญ่เช่นนี้ อาจทำให้พลาดเก็บบรรยากาศในกรุงฮานอย
แต่อย่างน้อยก็คงช่วยไม่ให้บรรยากาศการคุยระหว่างเพื่อนบ้านอาเซียนต้องอึมครึมกว่าเดิม







