posttoday
รัฐมนตรีคลังไม่ควรโกหกประชาชน

รัฐมนตรีคลังไม่ควรโกหกประชาชน

27 สิงหาคม 2555

หัวหน้าสำนักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด

โดย ดร. เจอร์ราด ลีออง

หัวหน้าสำนักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด

ปี 2555 ทั่วโลกต่างก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจในลักษณะที่แตกต่างกันไป เศรษฐกิจในยุโรปกำลังล่มสลาย ในขณะที่เศรษฐกิจในอังกฤษกำลังหดตัว สหรัฐฯ ชะลอตัว ส่วนเอเชียก็ดูจะไม่ร้อนแรงเหมือนก่อน แต่นับว่ายังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่พอจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้

เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจากในปี 2553 ที่เคยขยายตัวเติบโตในระดับ 4.2% โดยมีนโยบายเป็นตัวผลักดัน กลับเติบโตเพียง 3% ในปีที่แล้ว และปีนี้เศรษฐกิจโลกอาจจะเติบโตเพียงแค่ 2.6%

นับว่าสิ่งที่เราได้เห็นมาในช่วงหลายปีมานี้ บ่งบอกให้เราทราบว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้ไม่มีภูมิภาคใดในโลกจะรอดพ้นจากผลกระทบของปัญหาที่กำลังบั่นทอนโลกตะวันตกได้เลย

ข่าวดีอย่างเดียวที่พอจะมองเห็นกืคือ ตลาดเกิดใหม่ที่นำโดยประเทศจีนมีโอกาสจะฟื้นตัวเพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทว่าปัญหาก็คือ ขณะนี้หลายประเทศในฝั่งตะวันตกต่างก็จนปัญญาที่จะจัดหานโยบายใดๆ ที่จะนำมาเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาหากเกิดวิกฤตขึ้นมาอีกระลอก และเป็นไปได้ที่จะเกิด ‘เพอร์เฟ็คท์ สตอร์ม’ (Perfect Storm) หรือ พายุสะท้านโลก ในปี 2556 ที่ปัญหาทุกอย่างจะมาสุมรวมกันทำให้สภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ไปกว่าในปัจจุบัน

ในตอนนี้ ผลกระทบต่างๆ ล้วนมีต้นตอมาจากทวีปยุโรปซึ่งเคยเป็นทวีปที่ร่ำรวยมาก มีประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดของโลก ช่างเป็นเรื่องน่าฉงนเหลือเกินที่เหล่าบรรดาผู้นำทางการเมืองในยุโรปต่างปล่อยให้ยุโรปย่ำแย่ได้เพียงนี้ นักการเมืองยุโรปต้องหาทางจัดการกับปัญหาอย่างรวดเร็วและครอบคลุมก่อนที่ปัญหาจะเกิด ทว่าในความเป็นจริง พวกเขากลับทำงานอย่างเชื่องช้าและไร้ประสิทธิภาพ และมักจะเริ่มลงมือก็ต่อเมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ต่างก็มุ่งแก้ปัญหาผิดที่ผิดทาง นั่นก็คือการแก้วิกฤตหนี้สิน ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจหดตัวซึ่งเป็นปัญหาที่แท้จริงของยุโรปไม่ได้รับการแก้ไขเลย

ในการประชุมทางเศรษฐกิจครั้งล่าสุด เหล่าผู้นำยุโรปเพิ่งจะช่วยผลักให้เกิดความคืบหน้าขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการหดตัวทางเศรษฐกิจ และไม่ช่วยแก้ปัญหาคาราคาซังที่อยู่ในใจกลางของค่าเงินยูโรได้ สิ่งที่ท่านผู้นำได้ตัดสินใจดำเนินการก็คือ ให้ธนาคารกลางยุโรปประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของยูโรโซนลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียง 0.75% บางทีการใช้นโยบายที่แหวกแนวบ้าง เช่น การให้ธนาคารกลางยุโรปซื้อพันธบัตรและปล่อยกู้ระยะยาวในอัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ธนาคารต่างๆ อาจเป็นเรื่องที่น่าจะลองทำดู หากเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากลับมาบูมอีกครั้ง อะไรๆ ก็คงไม่ดูแย่ขนาดนี้

เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองก็อ่อนปวกเปียกพอๆ กับของยุโรป แม้จะมีสัญญานที่ดีขึ้นเพราะราคาพลังงานที่ต่ำลงเพราะมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน และบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ จะยังอยู่ในสภาพที่ดีก็ตาม นี่คือเหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับเกือบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ก็ตาม สหรัฐฯ ต้องแก้ไขเกี่ยวกับภาษีและการใช้จ่ายของรัฐ และเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจปรับตัวดีขึ้น แต่คงไม่เติบโตมากมายนัก เศรษฐกิจของประเทศในฝั่งตะวันตกเพิ่งจะผ่านพ้นเพียงครึ่งทางของความเจ็บปวดเท่านั้น

รัฐมนตรีคลังไม่ควรโกหกประชาชน

 

ระดับหนี้สินโดยรวมของรัฐได้เพิ่มสูงขึ้นจากระดับเดิมที่สูงถึง 74% ของ GDP มาอยู่ที่ระดับ 105% เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา เหตุผลหลักของหนี้สินรัฐบาลที่สูงขึ้นก็คือ ความอ่อนตัวของอุปสงค์และเศรษฐกิจที่เติบโตน้อยมากอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากประชาชนและบริษัทต่างๆ พยายามที่จะชำระหนี้และลดขนาดงบดุลลง ปัญหาที่น่าเป็นห่วงอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น ยุโรป สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ต่างก็ปล่อยให้บัญชีงบดุลของตนลอยตัว เพื่อที่จะปกป้องไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำและเกิดวิกฤตการเงิน สินทรัพย์รวมของธนาคารกลางต่างๆ มีมูลค่า 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 30% ของ GDP โลก ตัวเลขนี้นับเป็น 2 เท่าของเมื่อสิบปีที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายๆ ประเทศต่างก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้คนไม่อยากออมเงินและเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเก็งกำไรมากยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ ต้องรับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยต่ำในประเทศฝั่งตะวันตกทำให้เงินทุนหลั่งไหลมาที่ตลาดเกิดใหม่เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่า ในขณะที่เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่เติบโตในอัตราคงที่มาสักพักหนึ่งแล้ว และอาจจะกำลังไม่ต้องแปลกใจหากพบว่าเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ก็เริ่มจะถดถอยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดกับตลาดเกิดใหม่ล้วนเป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ได้มาจากปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจระยะยาว แม้จะมีวิกฤตในฝั่งตะวันตก เศรษฐกิจโลกก็ยังคงเติบโตได้อยู่ โดยมีผู้นำอย่างจีนและอินเดีย การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจมาสู่ภูมิภาคนี้ทำให้เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตต่อไป และช่วยให้บริษัทและประเทศในฝั่งตะวันตกมีตลาดในการขายสินค้าอีกด้วย

หากจะมองวิกฤตเป็นโอกาส ไม่มีช่วงเวลาไหนจะเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้วที่ประเทศต่างๆ จะเร่งปรับปรุงโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นปัญหาผลิตภาพต่ำในยุโรป และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในระหว่างที่รอให้วิกฤตต่างๆ ผ่านพ้นไป

ครั้งแรกที่ผมดูข่าวที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) ยืนบนเวทีแถลงว่า เขาได้โกหกประชาชนไว้ก่อนหน้า เกี่ยวกับคาดการณ์อัตราการขยายตัวของการส่งออก ผมแทบไม่เชื่อหูของตนเอง และไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงต้องมีการโกหกประชาชน

แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์ต่อเนื่องจากแนวคิดที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) ได้พยายามบีบบังคับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทให้อ่อนลงมากขึ้น มาวันนี้ก็ทำให้ผมเข้าใจว่า การผลักดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำเช่นนั้น ก็น่าจะมีเป้าหมายเพื่อให้ค่าเงินบาทที่อ่อนลง ช่วยกระตุ้นการส่งออกให้สูงขึ้น หวังจะให้สอดคล้องกับตัวเลขที่ตนเองได้โกหกประชาชนเอาไว้นั่นเอง

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) ร่วมกับ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ก็ได้เคยแสดงความคิดให้มีการโอนหุ้นในรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ให้โอนไปให้แก่กองทุนวายุภักษ์ในจำนวนเล็กน้อย จนกระทั่งกระทรวงการคลังถือหุ้นโดยตรงต่ำกว่าร้อยละ 50

เป้าหมายเพื่อจะทำให้ไม่ต้องนับหนี้สินของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวเป็นหนี้สาธารณะ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงทางการจะยังควบคุมเสียงในรัฐวิสาหกิจดังกล่าวอยู่เท่าเดิมทุกประการ แนวคิดนี้จัดว่าเข้าข่ายเป็นการพยายามที่จะหลบตัวเลขหนี้สาธารณะ และก็จะมีลักษณะไม่ต่างกับการโกหกประชาชน

แสดงว่าแนวคิดและวิธีการทำงานที่พยายามอาศัยการโกหกประชาชน น่าจะเกิดขึ้นอยู่ในใจของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) อยู่เรื่อยๆ

ประเทศไทยเคยถูกกล่าวหาว่าโกหกประชาชนในช่วงวิกฤตปี 2540

ในช่วงนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปต่อสู้ค่าเงินบาทกับนักเก็งกำไรข้ามชาติ แต่มิได้ใช้วิธีขายทุนสำรองออกไปทันที กลับใช้วิธีทำสัญญาขายล่วงหน้า

หากใช้วิธีขายทุนสำรองออกไปทันที ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะต้องแสดงตัวเลขทุนสำรองที่ต่ำลงๆ แต่เมื่อใช้วิธีทำสัญญาขายล่วงหน้า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ต้องแสดงตัวเลขการขายล่วงหน้าดังกล่าว ตัวเลขทุนสำรองจึงดูเสมือนยังไม่ลดลง และไม่มีผู้ใดสามารถทราบได้แน่ชัดว่ามีการทำสัญญาขายล่วงหน้าไปแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใด

วิธีการแสดงตัวเลขทุนสำรองนั้นกำหนดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และในขณะนั้นกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็มิได้มีกฎกติกาให้ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลสัญญาขายล่วงหน้าแต่ประการใด การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงตัวเลขทุนสำรองว่ายังมีอยู่นั้น จึงไม่ผิดกฎกติกาสากลในขณะนั้น

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการแสดงตัวเลขทุนสำรองว่ายังมีอยู่แยะ ทั้งที่ได้ทำสัญญาขายล่วงหน้าไปส่วนใหญ่แล้วนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ภายหลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศจึงได้แก้ไขกฎระเบียบเพื่ออุดช่องโหว่นี้

แต่ภายหลังวิกฤตผ่านไประยะหนึ่ง ผมได้ไปประชุมในเวทีธนาคารกลางระหว่างประเทศ ปรากฏว่าผมได้รับฟังถึงสองคราว ที่มีผู้วิจารณ์บนเวทีสัมมนาว่าการกระทำดังกล่าวนั้น มีผลเท่ากับธนาคารแห่งประเทศไทยโกหกประชาชน

ผมเองคิดว่าการกล่าวหาดังกล่าวแบบนั้นไม่เป็นธรรม และผู้ที่กล่าวหาคนหนึ่งก็คือ ฌอง โคลด ทริเชต์ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางของยุโรป ดังนั้น เมื่อต่อมาปรากฏข้อมูลว่าทางยุโรปเองก็บริหารงานทางการเงินในลักษณะที่หละหลวมจนเกิดวิกฤตขึ้น และยังไม่สามารถแก้ไขได้จนบัดนี้ จึงทำให้ผมรู้สึกสมน้ำหน้า ฌอง โคลด ทริเชต์ อยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ดี การที่ผมได้รับฟังคำวิจารณ์ในเวทีสากลดังกล่าว ทำให้ผมตระหนักว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ต้องไม่ทำเรื่องใดที่เข้าข่ายเป็นการโกหกประชาชน หรือแม้แต่เรื่องใดที่ล่อแหลมอาจทำให้เกิดข้อสงสัยในทำนองนี้ได้ เพราะการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจะใช้เวลานานมาก

กรณีประเทศไทย ผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องบิดเบือนตัวเลขใดๆ หากจำเป็นต้องมีการกู้ยืมหรือเพิ่มหนี้สินสาธารณะ ก็ควรแสดงตัวเลขตรงๆ หากเศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อสินค้าส่งออกของไทยเผชิญวิกฤตอย่างที่เกิดขึ้นกับกลุ่มยุโรป ก็ไม่ต้องไปตะบี้ตะบันว่าการส่งออกจะต้องขยายตัวในอัตราที่สูงเหมือนเดิม

ผมขอแนะนำว่ารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องบีบตัวเองเลย ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นฮีโร่เลย เพียงแต่ทำสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยแก่ภาคเอกชนที่จะปรับตัวก็พอแ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท