
รถคันแรกฆ่ารถเก่า
รถคันแรก ทำรถมือสองตกกระป๋อง ถูกขาย ตจว.ประเทศเพื่อนบ้าน คาดปี 2556ยอดผลิตรถแตะ 2.5 ล้านคัน
รถคันแรก ทำรถมือสองตกกระป๋อง ถูกขาย ตจว.ประเทศเพื่อนบ้าน คาดปี 2556ยอดผลิตรถแตะ 2.5 ล้านคัน
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้รถยนต์มือสองหรือรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานนานจำนวนมากได้ถูกนำไปจำหน่ายในต่างจังหวัด และประเทศเพื่อนบ้าน ในราคาที่ไม่สูงมากนัก หลังความต้องการรถยนต์ประเภทนี้เริ่มไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากผู้บริโภคในไทยหันไปซื้อรถยนต์ใหม่ป้ายแดงตามโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก เพราะจะได้ส่วนลดภาษีสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคันทั้งนี้ เมื่อราคารถยนต์ลดต่ำมามากทำให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่พอมีรายได้ จากเดิมที่วางแผนซื้อมอเตอร์ไซต์ ได้หันมาซื้อรถยนต์แทน โดยเฉพาะรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ขณะเดียวกันภาษีที่ลดลงทำให้ราคารถยนต์ป้ายแดงมีราคาที่ไม่ต่างกับรถยนต์มือสองมากนัก ส่งผลให้คนไม่สนใจซื้อรถยนต์มือสอง สุดท้ายรถประเภทนี้จำนวนมากก็ต้องนำไปขายในต่างจังหวัดหรือประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าโครงการรถยนต์คันแรกอาจไม่ใช่ความต้องการรถยนต์ที่แท้จริงทั้งหมด เพราะบางรายที่จองซื้อรถยนต์ยังไม่มีความพร้อมที่จะผ่อนรถยนต์ แต่เป็นเพราะได้ส่วนลดในอัตราที่สูง จึงทำให้ผู้บริโภคต้องรีบตัดสินใจซื้อก่อนภายในปีนี้ก่อนที่โครงการจะสิ้นสุด ซึ่งกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงเรื่องหนี้สินได้ในอนาคตโดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งทำงานใหม่ๆ
สำหรับยอดการผลิตรถยนต์ในปี 2556 คาดว่าจะอยู่ในระดับ 2.4-2.5 ล้านคัน เนื่องจากค่ายรถยนต์ทุกค่ายในประเทศไทยได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอานิสงส์จากนโยบายการคืนภาษีรถยนต์คันแรกของรัฐบาลที่ไม่สามารถผลิตได้ทันทั้งหมดในปีนี้และอาจยกยอดเป็นการผลิตในปี 2556 แทนประมาณ 23 แสนคัน รวมถึงนโยบายการพักหนี้ นโยบายบัตรเครดิต ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถหมุนสภาพคล่องได้
“นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาล เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้ยอดขายรถยนต์ในปี 2556 ขยายตัวต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะรถกระบะและรถอีโคคาร์จะเป็นพระเอกได้ ส่วนยอดผลิต 2.4-2.5 ล้านคันในปี 2556 แบ่งเป็นผลิตขายในประเทศ 1.4-1.5 ล้านคัน ส่งออก 89 แสนคัน” นายศุภรัตน์ กล่าว
ขณะที่การส่งออกในปีหน้าก็ยังไม่มีปัญหามากนักแม้ว่าหลายประเทศจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติหนี้สินในกลุ่มประเทศยุโรป แต่คำสั่งซื้อจากประเทศอื่นๆ ยังมีเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย แอฟริกา และ อเมริกาใต้







