
ลูกพ่อแม่เดียวกัน
ศิษย์ หลวงพ่อชา สุภัทโท บันทึกไว้ในหนังสือสุดสายธรรมเล่าไว้ว่า...
ศิษย์ หลวงพ่อชา สุภัทโท บันทึกไว้ในหนังสือสุดสายธรรมเล่าไว้ว่า...
“วันหนึ่งมีนักบวช 3 รูป ท่าทางไม่ใช่คนไทย แต่งกายคล้ายซามูไร บอกลักษณะว่าน่าจะเป็นพระเซ็น พระผู้ต้อนรับได้ปฏิสันถารกับอาคันตุกะทั้งสาม จนทราบว่าเขาต้องการถามธรรมะหลวงพ่อ จึงได้เชิญเขาเข้าไปพบหลวงพ่อ พร้อมกับนิมนต์พระฝรั่งรูปหนึ่งมาเป็นล่าม
เมื่อเริ่มต้นปฏิสันถารก็ได้ความว่า เขาได้ท่องเที่ยวถามธรรมะจากพระผู้ใหญ่ ทั้งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในขณะนั้นหลายรูป หลายองค์ด้วยกันมาแล้ว เมื่อนักบวชทั้ง 3 ได้กราบคารวะและขออนุญาตถามปัญหาแก่หลวงพ่อ ท่านก็อนุญาตให้ถามได้ไม่ต้องเกรงใจ ให้ถือว่าเราต่างเป็นชาวพุทธด้วยกัน มีพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ มีพระธรรมเป็นแม่ อย่าถือว่ามหายาน หรือเถรวาท ให้ถือว่าเป็นลูกพ่อแม่เดียวกัน
เมื่อพระอาคันตุกะทราบคำอนุญาตแล้ว ก็เริ่มตั้งคำถามว่า
“ปฏิบัติไปทำไม ปฏิบัติเพื่ออะไร ทำไมจึงต้องปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วจะได้อะไร”
หลวงพ่อตอบทันทีว่า “กินข้าวไปทำไม กินข้าวเพื่ออะไร ทำไมจึงต้องกินข้าว กินข้าวแล้วจะได้อะไร”
ปรากฏว่าพระอาคันตุกะเกิดความซึ้งใจในทันทีและบอกว่าได้พยายามหาคำตอบสั้นๆ เช่นนี้มานานแล้ว ส่วนมากคำตอบที่ได้มักยาว
หลวงพ่อฟังแล้วท่านก็เฉยๆ ไม่ตอบ เพียงกล่าวต่อไปว่า “มีปัญหาอีกไหม”
เขาจึงถามต่อไปว่า “คนไม่รู้ คือ ใคร”
หลวงพ่อ “คนไม่รู้ คือ คนหลง”
พระอาคันตุกะ “คนหลง คือ ใคร”
หลวงพ่อ “คนหลง คือ คนไม่รู้ ”
พระอาคันตุกะถึงกับน้ำตาคลอ เพราะได้คำตอบที่กินใจมาก พระอาคันตุกะหมดความสงสัย
เมื่อเห็นพระอาคันตุกะเลิกถาม ท่านก็ปฏิสันถารอีกเล็กน้อยว่า
“ท่านเองท่านชอบการปฏิบัติแบบเซ็น แม้พระไทยบางองค์ก็ไปปฏิบัติที่อินเดีย ลังกา เกาหลี ไม่ว่าปฏิบัติที่ไหน ก็ถือว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระธรรมเป็นนามธรรมเดียวกัน พระทุกชาติมีกิเลสตัวเดียวกัน ธัมมะจึงเป็น เอโก ธัมโม ขออย่าให้เราติดใจสงสัยเกี่ยวกับรูปแบบ คัมภีร์ อาจารย์ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเปลือกนอก ที่ไหนๆ ก็มี คนแก่ คนเจ็บ คนตาย”
ในยุคสมัยนี้คนนับถือพุทธศาสนามักแบ่งว่า เป็นสายไหน สำนักไหน แต่ไม่ใคร่ถือว่า เป็น “ลูกพ่อแม่เดียวกัน”
ยิ่งถ้าครูอาจารย์ล่วงลับไปแล้ว ไม่ได้มีโอกาสได้พบเห็นสิ่งที่ท่านปฏิบัติให้เห็น ไม่ได้รับรู้ความสัมพันธ์ที่ครูบาอาจารย์ท่านมีต่อกัน ก็ยิ่งจะถือครูอาจารย์ของตัวเป็นใหญ่ ทั้งที่ถ้าย้อนรอยไปแล้วจะพบว่า พระสุปฏิปันโนทั้งหลายท่านไปมาหาสู่กัน มีการแสดงคาราวะธรรมต่อกันอย่างน่าศึกษาและเอาแบบอย่าง
กรณีพระเซ็นถามปัญหาหลวงพ่อชานั้นเป็นตัวอย่างที่ดี
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งมิได้แพร่หลายนักคือ เรื่องระหว่างหลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร (กทม.) กับหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
หลวงปู่โต๊ะเป็นพระมหาเถระถือสันโดษปลีกวิเวกอยู่กลางเมือง เป็นที่นับถือสักการะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นที่รู้จักของประชาชนทุกหมู่เหล่า ส่วนหลวงปู่สุวัจน์นั้นเยาว์วัยกว่า เป็นพระเถระสายพระป่า เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร และครูบาอาจารย์ได้รับนับถือว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ร่วมสมัยอีกรูปหนึ่งในยุคปัจจุบัน
ไม่ค่อยมีคนทราบมากนักว่า พระเถระทั้งสองรูปนี้เคยไปมาหาสู่กัน และหลวงปู่สุวัจน์ให้การเคารพนับถือหลวงปู่โต๊ะเป็นอย่างสูง กระทั่งปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่ 30 แห่งการมรณภาพหลวงปู่โต๊ะ ศิษย์ของหลวงปู่โต๊ะได้จัดพิมพ์หนังสือเนื่องในวาระโอกาสนั้นออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “30 ปี ร่มเงาธรรมหลวงปู่โต๊ะ” ปรากฏว่ามีข้อมูลเรื่องราวหลายอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และพุทธศาสนิกชนสามารถน้อมนำมาศึกษาเพื่อเป็นแนวปฏิบัติได้อย่างดี
ศิษย์ของหลวงปู่โต๊ะเล่าไว้ว่า...
“เช้าวันหนึ่งมีหญิงเชื้อจีนประคองถาดโจ๊กกับลิ้นจี่ไปถวายหลวงปู่ ท่านกำลังจะเริ่มฉันพอดีก็คลานเข้าไปประเคนถวายที่โต๊ะแล้วพูดอวดภูมิใจว่า โจ๊กทำเอง ลิ้นจี่หวานเนื้อหนา วอนให้หลวงปู่ฉันสมตั้งใจมา
“ท่านรับประเคนแล้วว่า “เออดี เออดี” คำนี้พวกเราชินหู ท่านให้แต่ดี ทุกคนทุกอย่าง
“ท่านรับประเคนแล้วกลับเลื่อนชามโจ๊กกับลิ้นจี่ไปไว้สุดขอบโต๊ะตรงข้ามท่านแล้วก็ฉันภัตตาหารในส่วนของท่านที่วางอยู่ก่อน ท่านฉันไปนัยน์ตาก็มองโจ๊กกับลิ้นจี่ไม่ตักไม่ฉันของเขาเลย จนเจ้าของโจ๊กและฉันรู้สึกอึดอัดในกิริยาของหลวงปู่ ท่านฉันอิ่มแล้วก็ยังนั่งที่เดิมอีกประมาณ 10 นาที หญิงจีนเจ้าของโจ๊กถึงน้ำตาคลอเต็มตา ฉันก็เห็นใจเขา มองหน้าหลวงปู่อยากถามว่า เหตุใดไม่ฉันของเขาที่ตั้งใจมา ท่านก็ยิ้มเย็นๆ อย่างทุกครั้งที่เมตตา
“โต๊ะภัตตาหารท่านตั้งอยู่ที่เฉลียงกุฏิ เวลานั่งฉันก็หันหน้าไปทางบันได ใครขึ้นมาก็เห็น ก็มีพระรูปร่างสันทัดอายุประมาณ 50 ขึ้นบันไดตรงเข้ากราบหลวงปู่และคุกเข่าประนมมือพูด “ผมได้โจ๊กกับลิ้นจี่ของหลวงปู่เลยไม่ต้องฉันตามร้าน รีบมากลัวไม่พบหลวงปู่”
“พูดแล้วก็ส่งมือจูงหลวงปู่จากโต๊ะอาหารไปที่รับแขก
“หลวงปู่ลุกขึ้นแล้วหันมามองหน้าเจ้าของโจ๊กและมองฉันแล้วยิ้มให้
“ฉันเข้าใจในทันทีว่า ที่หลวงปู่ไม่ฉันโจ๊กกับลิ้นจี่นั้น ท่านคงส่งวิถีญาณเป็นภัตตาหารทิพย์ให้กับพระองค์นี้แน่ ก็สงสัยว่าพระองค์นี้เป็นใคร ถึงได้รับ–ส่งญาณอาหารทิพย์กันได้ถึงอย่างนี้ ก็ได้ความตอนหลังว่า ท่านชื่อ พระภิกษุสุวัจน์ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย จ.บุรีรัมย์ เป็นพระเก่งระดับหน้าองค์หนึ่ง
“พอหลวงปู่ลุกขึ้นไปพ้นโต๊ะหญิงเจ้าของโจ๊กก็กลั้นความน้อยใจผิดหวังไม่ไหวร้องไห้ออกมาเก็บชามโจ๊กกับลิ้นจี่มือสั่น ฉันต้องปลอบและพยายามอธิบายให้เข้าใจถึงจิตและวิธีของหลวงปู่ที่เอื้อเฟื้อส่งเป็นอาหารทิพย์ไปถวายพระองค์อื่นที่อยู่ไกลกันได้ ก็ได้บุญถึง 2 ต่อ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่ก็คลายน้อยใจลง...”
ในคำนำของหนังสือเล่มนี้ยังเล่าไว้ด้วยว่า เคยมีผู้ไปกราบเรียนถามหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท หนึ่งในศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ว่า “รู้จักกับหลวงปู่โต๊ะหรือไม่ ท่านก็ตอบว่า “รู้จักสิ เราเคยได้รับนิมนต์ไปนั่งในพิธีปลุกเสกด้วยกันกับหลวงปู่โต๊ะ โดยมีพระที่มีระดับได้รับนิมนต์ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีใครมีสมาธิจิตสูงเท่าหลวงปู่โต๊ะเลย”
“เมื่อมีผู้ไปกราบ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ ท่านก็ถามว่ามาจากไหน พอทราบว่ามาไกลถึงจากกรุงเทพฯ ท่านก็บอกว่า “อยู่กรุงเทพฯ ไม่ต้องมาไกล ให้ไปกราบหลวงปู่โต๊ะ ที่วัดประดู่ฉิมพลี”
หลวงปู่โต๊ะเคยเทศน์ เรื่องทาน ศีล ภาวนา ไว้ว่า
“...ก่อนที่จะให้ ก็เลื่อมใสในทานและปฏิคาหก
กำลังที่จะให้ก็เลื่อมใสในทานและและปฏิคาหก
ให้ไปแล้วก็เลื่อมใสในทานและปฏิคาหก
ทานเช่นนี้มีผลมาก เมื่อมีผลมากแล้วมีประโยชน์อะไรสำหรับคนคนนั้น สำหรับตนและคนที่รับ มีประโยชน์ด้วยกันทั้งสอง ผู้ได้ก็ปลาบปลื้มในการที่ได้รับมาแล้วจากเจ้าของทาน ผู้ที่ให้ก็ปลาบปลื้มว่า ทานที่เรามาให้กันนี่สมประสงค์ของผู้มาขอให้ไปพร้อมกัน 3 กาล ก่อนให้ กำลังให้ กับให้ไปแล้ว...ไปสู่สุคติ แช่มชื่นในเรื่องการให้ ผลทานเป็นอย่างนั้น...ทานมันเป็นเสบียง เราจะต้องเดินทางกันอีกกี่พันปีก็ไม่รู้ ทางอะไร ทางกันดาร ชาติกันดาร ชรากันดาร มรณกันดาร นี่ทางเราต้องเดินจบในทางเหล่านี้ ถ้ายังไม่จบมันก็ยังเดินอยู่เรื่อยๆ...
คนที่เกิดมารูปสวย รวยทรัพย์ รูปก็ดี ทรัพย์ก็ดี สวยทุกอย่าง เยี่ยงนางฟ้า...เออ นี่อะไร ศีล
ศีลที่เขารักษา เกิดมารู้ความก็รักษา ควรที่เราจะไปดู อย่าดูเพื่อความราคะ ดูเพื่อความวิราคะ เขาสวยก็คนสวย อ่านคนสวยว่ามันมาจากอะไร มาจากศีล ศีลที่เขารักษาดีแล้ว กายก็เรียบร้อย วาจาก็เรียบร้อย น้ำใจก็แช่มชื่น ประกอบด้วยเมตตา กรุณา ประจำอยู่ในใจของเขา...
มีศีล มีทาน แล้วต้องมีสมาธิ สมาธิแปลว่าอะไร
ความมั่น มั่นอยู่ในอะไร โดนเขานินทาว่า แกเป็นคนเลว เป็นคนที่เขาไม่นิยมนับถือ อย่าไปโกรธเขานะ อย่าไปโกรธ อย่าไปโกรธเขา เราก็เจริญเมตตาจิต เขานี่ผิดนา เรารู้ว่าเขาผิดแล้วจะไปจองกรรมกับเขานา เขาผิดก็ให้เขาผิดของเขาเอง เราอย่าไปผิดกับเขาด้วยหาควรไม่ มันเป็นเรื่องของเขา เขาอาจพูดได้ เขาอาจเขียนได้ เขามีอำนาจที่จะพึงทำ พึงพูด พึงคิดได้ เราไม่มีอำนาจที่จะไปหักห้ามเขาเหล่านั้นให้เป็นไปอย่างนั้นๆ หาได้ไม่ก็เป็นแต่ปลงใจลงไปว่า เออ อย่าไปพูดให้เขาได้ยิน นึกในใจว่า มันยังโง่อยู่มาก ไอ้ที่มันทำนี่นะ ตัวของมันเองไม่ได้ทำหรอก
กิเลส กิเลสมันให้ทำ
อะไรกิเลส ก็ความโลภไงเล่า ความโกรธไงเล่า ความหลงไงเล่า ความอิจฉาริษยา มานะ ทิฐิ เหล่านี้เองเขาเรียกว่า กิเลส ...เพราะฉะนั้นยืน ยืนเฉย มันเรื่องของเขา เขาพิจารณาเราว่าดี ดีไหม เขานินทาเราว่าชั่ว ชั่วไหม เกิดอยู่ที่ตัว ถ้ามันถูก เราก็รับรองว่า มันจริงของเขา เออ ดี ได้ครู ได้ครูดี...
เมื่อทาน ศีล แล้วมีสมาธิ ความมั่นคง อย่างที่แสดงมาแล้ว มั่นคง รู้เท่าถึงตนสงบได้ ไม่ไหวตามนั้นๆ
สมาธิเมื่ออบรมเข้าแล้ว มีกำลังพลังเกิดขึ้น กล้าต่อเหตุผลขับกิเลสชั่วๆ ออกไปได้หลายอย่าง แล้วเป็นไง กิเลสมันก็น้อยลง ก็เบา ก็บางลงไป เมื่อกิเลสเบาบาง มันเป็นไง
ความดีมันก็ดีขึ้น จิตใจก็ดีขึ้น ความกล้าหาญก็ดีขึ้น อาจสามารถสละชีวิตของเราในเรื่องการกระทำจิตใจได้ โดยไม่อาลัยถึงชีวิตเราเอง...
...ทำไปเถอะ ทำไปกว่าจะเห็นด้วยตัวเอง ครูบาอาจารย์ก็เป็นแต่แนะนำให้เท่านั้น เราจะทำหรือไม่ทำอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่อยู่ที่ครูบาอาจารย์...”
หลวงปู่สุวัจน์ก็เทศน์เช่นเดียวกันว่า...
ถ้าเรามีสติคอยกำกับ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ที่สิ่งที่เราชอบและพอใจ เช่น การภาวนา ความมุ่งหมาย เพื่อให้เรามีสติกำหนดรู้จิตใจของเรา เป็นการอบรมจิตใจไปในตัว ในเฉพาะปัจจุบัน คือ เรากำลังอยู่ที่ระลึก พุทโธ พุทโธ ก็เพื่อให้มีสติเข้าไปรักษาจิตนั้นเอง เพราะผู้ระลึกนั้น สติ ผู้รู้ว่าเราระลึกนั้นนะ อะไรที่อยู่ในจิต อารมณ์ทั้งหลายที่อยู่ในจิต ความสุข ความทุกข์ ความสงบ ไม่สงบ อันนั้นเป็นธรรม ธรรมารมณ์ที่มีอยู่ในจิต เพราะฉะนั้นในทางเดียวกัน เราได้ทั้งธรรม เราได้รู้ทั้งธรรม รู้ทั้งจิต ที่มันมีอยู่ด้วยกัน ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตสบาย ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตไม่สบาย เราก็รู้ เพราะเหตุนั้น นักปฏิบัติที่เป็นนักสำรวจ มักจะกลับมาดูตัวเองมากกว่าจะเอาเรื่องของคนอื่น
ส่องจิตใจของเราเอง แก้ไขปัญหาของเราเอง
เมื่อเราแก้ปัญหาของเราเองอย่างถูกต้องกับธรรมแล้ว บัณทิตผู้รู้ธรรมทั้งหลาย เขาเห็นถึงแม้ว่าเราไม่อวดอ้าง ว่าเราอย่างนั้น อย่างนี้ ท่านมองแพล็บเดียว ท่านฟังคำพูดคำสองคำ ท่านรู้ว่าเป็นบัณฑิต หรือไม่ใช่บัณฑิต ที่แสดงออกมา คนมีสติ มีความคิดอันถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง
เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย เรานั้นเองแหละเป็นผู้รู้ เรานั้นเองแหละเป็นผู้อบรมตัวของเรา เพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่ เราจะพ้นจากทุกข์ภัยได้ เพราะการอบรมจิตของเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนการเดินให้ถึงนั้น เราจะต้องใช้แรงกำลังของเราดำเนินไปให้ถึง ด้วยความเพียรของเราเอง
เพราะฉะนั้น การที่เราจะพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยความพยายามของเราเท่านั้น ไม่มีใครจะแทนเราได้ ขอให้เราทั้งหลายพยายามปฏิบัติ ไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย
เพราะการปฏิบัติธรรม การรู้ธรรม เห็นธรรมนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยสำหรับพวกเราเลย ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย มีธรรมเสมอกันหมด แต่ตัวเราแยกเป็นหญิง เป็นชาย ทำอาการ กิริยา ของโลกบัญญัติขึ้นมา ถ้าการแยกเป็นส่วน เป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เป็นหนัง เป็นเนื้อ อาการ 32 แล้วเท่ากันหมด เพราะฉะนั้น อาจสามารถจะรู้ได้เหมือนกันหมด ส่วนไหนเป็นอย่างไร เป็นของสะอาด เป็นของไม่สะอาด เป็นของเที่ยง เป็นของไม่เที่ยง มีความทุกข์อย่างไร เราก็สามารถค้นพบอยู่ในนี้ ด้วยสติอันดี ด้วยจิตอันดีนี้เอง เราจะเกิดความหลง หรือเกิดความฉลาด เราก็สามารถที่จะอบรมให้จิตใจของเราให้เห็นที่ถูกต้องได้ ให้เกิดความฉลาดได้ ให้เป็นมรรค เป็นหนทางปฏิบัติขึ้นมา ด้วยความฉลาดและพยายามของเราทุกๆ คน
เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายาม วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียรเท่านั้น ไม่มีใครขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่เอาใจใส่ เลินเล่อเผลอตัวมัวเมา ให้จิตเลื่อนลอยไปตามกระแสของโลก ตามคลื่นของโลกแล้วพ้นจากทุกข์ เป็นอรหัตอรหันต์ ไม่มีในอดีตที่ผ่านมา ไม่ทราบกี่หมื่น กี่พันปี แม้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสั่งสอน ก็ล้วนแต่ว่า บุคคลที่จะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร
เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรมีสติ ให้ระลึกชอบ ให้มีความเพียรชอบ แล้วตั้งใจปฏิบัติอย่างนี้อยู่เสมอ วันหนึ่งข้างหน้าของเราจะถึงฝั่ง อันพ้นจากทุกข์แน่นอน
เพราะเหตุนั้น ขอให้เราทั้งหลายพยายามปฏิบัติดูจิตใจของเรา โดยเฉพาะเจาะจงในปัจจุบัน อย่าให้เผลอตัว สังเกตดูอยู่นั้นแหละ จิตสบายก็ให้รู้ว่าสบาย จิตไม่สบาย เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน กับเรื่องไม่สบาย ก็เป็นเรื่องของเวทนา เรื่องผู้รู้ เรามีหน้าที่รู้เท่านั้นแหละ ขอให้รู้ต่อเนื่องกันไป อย่าเผลอไปตามอาการสบายหรือไม่สบาย อย่าเผลอไปตามอาการสงบ หรือไม่สงบ อันนั้นเป็นเรื่องของสังขาร มันแต่งมันเอง มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรื่องผู้รู้สังขาร มันก็เหนือสังขารอีก
เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายพึงเข้าใจให้ถูกต้องแล้วพยายามดูเรื่องสงบ ไม่สงบ อย่าเอามันมาเป็นเครื่องกังวล เราแต่เพียงแต่ ดูไป พุทโธ ดูไป ดูไป ดูไป มันค่อยละเอียดไปเอง สังขารมันจะแต่งมรรค แต่งผลให้เรา ให้เรารู้อีก ถ้าสังขารชอบ ทุกอย่างมันก็ชอบไปด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยิน ได้ฟังแล้ว จดจำไว้ให้ดี นำเข้ามาอบรม เราก็จะได้ประสบความสุข ความเจริญในชีวิตของเรา”
เข้าใจเรื่องคนลูกพ่อแม่เดียวกัน ย่อมเข้าใจคำสอนของหลวงพ่อชาที่ว่า ธัมมะจึงเป็น เอโก ธัมโม ขออย่าให้เราติดใจสงสัยเกี่ยวกับรูปแบบ คัมภีร์ อาจารย์ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเปลือกนอก ที่ไหนๆ ก็มี คนแก่ คนเจ็บ คนตาย”







