posttoday
อย่ารังแกคนจน

อย่ารังแกคนจน

26 สิงหาคม 2555

รัฐบาล “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” บริหารประเทศมาจนครบ 1 ปีแล้ว แต่ขณะนี้คงประเมินเม็ดเงินที่เทกระจาดไปกับโครงการประชานิยมต่างๆ ยากมากๆ

รัฐบาล “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” บริหารประเทศมาจนครบ 1 ปีแล้ว แต่ขณะนี้คงประเมินเม็ดเงินที่เทกระจาดไปกับโครงการประชานิยมต่างๆ ยากมากๆ

บ้างก็ว่าโครงการรับจำนำข้าวได้สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ทั้งมันสำปะหลัง หอมแดง ฯลฯ

ส่วนโครงการรถยนต์คันแรก ขณะนี้ยอดขอใช้สิทธิได้เพิ่มพรวดพราดจากสัปดาห์ละ 100 คัน เป็น 1,000 คัน จนมาถึง 1 หมื่นคัน ในปัจจุบัน และคาดว่าจบโครงการนี้ จะมียอดขอใช้สิทธิทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 5 แสนคัน ซึ่งอาจจะถึง 6.5 แสนคัน ก็เป็นไปได้สูง

โครงการของรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินออกมาทุกวัน ส่วนทางฝั่งรายได้กลับไม่มาตามนัด เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกชะลอตัวลงรุนแรง สถานการณ์หลังพิงฝา จนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ต้องออกมายอมรับความจริงว่า ยังไงปีนี้คงจะโตไม่ถึงเป้าหมายที่ฝันไว้ 15% จึงลดเป้าโตเพียง 9% แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงกว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดไว้ที่ 7.3%

นอกจากนี้ นโยบายลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 23% ของกำไรสุทธิในปีนี้และในปีหน้าจะลดเหลืออัตรา 20% คงจะเก็บภาษีได้น้อยลงกว่าที่ประมาณการไว้ หลังจากบริษัทขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพลังงานประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก จากราคาน้ำมันที่ร่วงลงแรง ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กก็หวังได้ไม่มากนัก เพราะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาท รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้นด้วย

เวลานี้เหลืออีกเพียง 1 เดือนเศษ จะถึงเวลาสิ้นปีงบประมาณแล้ว รัฐบาลคงรู้แล้วว่าจะต้องเร่งหารายได้เพิ่มเพื่อมาปิดหีบ ไม่ให้เปิดตัวเลขขาดดุลมากจนเกินไป และเมื่อหันซ้ายหันขวาแล้ว เห็นโอกาสจากภาษีบาปน่าจะเป็นช่องทางดีที่สุดและจะถูกด่าน้อยที่สุด เพราะภาษีที่คาดว่าจะจัดเก็บเพิ่มได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท น่าจะช่วยลดจำนวนผู้ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ให้น้อยลงได้ จากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตส่งสัญญาณเดินหน้าแก้กฎหมายเพื่อเก็บภาษีเบียร์ ไวน์ เกมออนไลน์ ปืน ที่ปัจจุบันเก็บภาษีเต็มเพดานแล้ว รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ด้วย

แต่รัฐบาลลืมนึกหรือคิดไม่ถึงว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไม่ยุติธรรม ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำกว้างยิ่งขึ้น เพราะผลประโยชน์ตกกับผู้ที่มีรายได้สูงมากกว่าคนที่หาเช้ากินค่ำ รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ก็ได้ประโยชน์ในการลดภาษีนิติบุคคลมากกว่าบริษัทขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี และเอสเอ็มอียังมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากนโยบายการขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท และการขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาท

เช่นเดียวกัน การปรับขึ้นภาษีเหล้าและบุหรี่ ได้สร้างภาระให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย ในฐานะผู้บริโภคกลุ่มสำคัญ แต่ยังไม่รู้ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นจะลดจำนวนคนสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าให้น้อยลงหรือไม่

ดังนั้น ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจปรับขึ้นภาษีอะไรเพิ่มเติม ควรจะต้องคิดให้รอบคอบถึงผลกระทบที่ตามมา ทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่ามัวแต่ลดภาษีคนรวยแล้วขึ้นภาษีคนจนอีกเลย และที่สำคัญถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลประชานิยมควรจะต้องกล้าตัดสินใจเก็บภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้างเสียที

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท