
ผุด "สารวัตรคลอง" สร้างจิตสาธารณะ
ปัญหาคูคลองตื้นเขินเต็มไปด้วยสวะ ผักตบชวาและสิ่งปฏิกูล เป็นอุปสรรคขัดขวางการระบายน้ำ
โดย...อาทิตย์ เคนมี
ปัญหาคูคลองตื้นเขินเต็มไปด้วยสวะ ผักตบชวาและสิ่งปฏิกูล เป็นอุปสรรคขัดขวางการระบายน้ำ และเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 รัฐบาลจึงผุดแนวคิดตั้ง “สารวัตรคลอง” ภายใต้ชื่อโครงการร่วมแรงไทยรักษาน้ำใสทุกคูคลอง โดยเป็นการขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาดำเนินการร่วมกับชุมชนต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลคูคลองในแต่ละพื้นที่ของตัวเอง
ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สก.เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดโครงการสารวัตรคลองที่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน แต่ไม่มั่นใจว่ารูปแบบวิธีการจะมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน
เหตุผลหลักที่ทำให้เขารู้สึกไม่เชื่อมั่น เพราะหากพิจารณาตามข้อเท็จจริงของสังคมไทย คำว่า “จิตสาธารณะ” ยังอยู่ห่างไกลความเป็นจริงมาก การปลุกจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังจึงเกิดขึ้นได้ยาก และอาจเป็นเพียงกระแสวูบวาบไม่มีความต่อเนื่องยั่งยืน
เว้นเสียแต่จะเกิดมหันตภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ทุกคนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า เมื่อนั้นทุกคนจึงจะสำเหนียกและตื่นรู้ต่อปัญหาร่วมกัน ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่เห็นโลงศพ...ไม่หลั่งน้ำตา
ดังจะเห็นได้จากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นภาพความงดงามของบรรดาจิตอาสาจำนวนมากที่ออกมาร่วมแรงร่วมใจกันแบกกระสอบทราย สร้างคันกั้นน้ำ แพ็กถุงยังชีพ แจกสิ่งของบริจาค ฯลฯ แต่เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะเหลือคนสักกี่มากน้อยที่จะทำหน้าที่จิตอาสาได้อย่างต่อเนื่อง
“เอาง่ายๆ แค่ปัญหาขยะหรือเศษใบไม้หน้าบ้านของแต่ละคน ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดที่จะแก้ปัญหากันเองเลย แต่กลับผลักภาระให้หน่วยงานรัฐ หรือ กทม.เข้าไปดูแลเก็บกวาดอยู่ตลอด” ประเดิมชัย กล่าว
นอกจากนี้ ประเดิมชัยยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า การปลูกฝังให้ประชาชนเกิดจิตสาธารณะ จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจและแรงกระตุ้นเพื่อให้งานขับเคลื่อนไปได้ เช่นที่ผ่านมา กทม.ได้มีโครงการจิตอาสาชักลากขยะมูลฝอยในชุมชน ทำหน้าที่ลำเลียงขยะจากชุมชนในจุดที่เจ้าหน้าที่ กทม.เข้าถึงได้ยาก เพื่อจะได้จัดเก็บได้ง่ายขึ้น โดย กทม.มีค่าตอบแทนให้จิตอาสาอย่างชัดเจน
“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ทุกอย่างต้องมีค่าตอบแทน ไม่เช่นนั้นคนในชุมชนที่จะมาเป็นจิตอาสาเหล่านี้ก็อยู่ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ถ้าให้มาช่วยงานฟรีๆ คงเป็นไปได้ยาก เช่นเดียวกับภาคเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินการก็ต้องมีการทุ่มทุนด้วย แต่จะมีใครที่จะยอมจ่ายอย่างต่อเนื่อง” เขากล่าว
อย่างไรก็ดี ประเดิมชัย กล่าวว่า อย่างน้อยการที่รัฐบาลพยายามเริ่มต้นคิดใหม่ทำใหม่ ก็ยังดีกว่านิ่งดูดายโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย เพราะลำพังเจ้าหน้าที่ของ กทม.ก็มีอยู่จำนวนจำกัด ไม่สามารถที่จะดูแลทุกคูคลองได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงเป็นนิมิตหมายที่ดีในการดึงภาคประชาชนหรือเอกชนเข้ามามีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน
ด้าน ณรงค์ เรืองศรี ผู้อำนวยการกองระบบคลอง สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า กำลังเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคูคลองขณะนี้มีอยู่กว่า 1,000 คน กระจายอยู่ทั่วทั้ง 50 เขต โดยแบ่งหน้าที่ในการดูแลทั้งคลองสายหลักและสายรอง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะดูแลได้ทั่วถึง ฉะนั้นหากภาคเอกชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมก็จะช่วยผ่อนภาระให้กับ กทม.ได้
อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาคูคลองตื้นเขินและขยะอุดตันที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมของคนและชุมชนที่อยู่ริมน้ำ โดยเฉพาะการทิ้งฟูกที่นอนหรือยางรถยนต์ลงในคลอง ยิ่งสร้างความเสียหายแก่เครื่องสูบน้ำ ทำให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ หากทุกฝ่ายไม่ช่วยกันดูแลก็ยากที่จะฟื้นคูคลองให้กลับมาสดใสดังเดิมได้
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เคยประกาศว่า การเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดปลายน้ำต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน ส.ค. นอกจากนี้จะสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยไม่ให้ออกเลขที่บ้านแก่ผู้บุกรุก อีกทั้งจะไม่ให้ต่อน้ำต่อไฟ แต่จะไม่มีการไปไล่ที่หรือรื้อถอน โดยจะต้องมีการเตรียมพื้นที่อยู่อาศัยใหม่ให้
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีมกรุ๊ป พบว่า ปัจจุบันยังมีชุมชนรุกล้ำริมคลองต่างๆ ในเขต กทม. มากกว่า 2 หมื่นครัวเรือน โดยเฉพาะบริเวณคลองเปรมประชากร คลองบางเขน คลองบางซื่อ คลองถนน คลองลาดพร้าว คลองบางบัว ส่วนในฝั่งตะวันตกคลองที่ยังมีปัญหา ได้แก่ คลองแคลาย คลองบางน้ำจืด และคลองสี่วาพาสวัสดิ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขุดลอกคูคลองและยังขัดกับแนวทางของรัฐบาลกับ กทม.ที่ประกาศว่าจะอพยพและจัดการหาที่อยู่ใหม่ให้
“แม้จะมีการขุดลอกคลองหรือปรับปรุงแนวทางการไหลของน้ำใหม่แล้วก็ตาม แต่ก็พบว่าหน่วยงานรัฐไม่กล้าใช้อำนาจอย่างจริงจังในการจัดการปัญหาเหล่านี้ โดยหากมีบ้านเรือนประชาชนขวางทางน้ำอยู่ หน่วยงานรัฐก็ใช้วิธีเลี่ยงที่จะขุดลอกในบริเวณดังกล่าวออกไป ซึ่งจะทำให้การระบายน้ำภายในเขต กทม.มีปัญหาอย่างมาก” ชวลิต กล่าว
การเตรียมแผนรับมือน้ำท่วมจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ แม้โมเดลสารวัตรคลองจะเป็นอีกหนึ่งในแนวทางสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่อาจเป็นเพียงการสร้างกระแสวูบวาบชั่วครู่ชั่วคราว เพื่อกลบปัญหาใหญ่ที่ยังหมักหมมอยู่







