
ทีมกรุ๊ปชำแหละโปรเจกต์น้ำ 6 เดือนเสียเวลาฟรีไม่มีอะไรคืบ
เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงเดือนกับกำหนดการส่งข้อเสนอตามกรอบแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงเดือนกับกำหนดการส่งข้อเสนอตามกรอบแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนทั้งระบบของกลุ่มบริษัทต่างๆ ที่ยื่นข้อเสนอไป ซึ่งจะถึงเส้นตายในวันที่ 13 ก.ย. และจะประกาศรายชื่อกลุ่มบริษัทรอบแรกในวันที่ 24 ก.ย.
แต่คำถามสำคัญ คือ โครงการนี้จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือไม่ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท จะคุ้มค่าและตอบโจทย์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ “โพสต์ทูเดย์” เข้าสัมภาษณ์พิเศษ ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจแหล่งน้ำ บริษัท ทีมกรุ๊ป เพื่อฉายภาพเมกะโปรเจกต์น้ำ ในฐานะผู้คร่ำหวอดเรื่องระบบน้ำและในฐานะผู้บริหารทีมกรุ๊ปที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการนี้ด้วย
เขาเริ่มด้วยการพูดถึง 8 แผนงานของลุ่มน้ำเจ้าพระยา และอีก 17 ลุ่มน้ำทั่วประเทศของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ตั้งแต่การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและดิน การสร้างอ่างเก็บน้ำ การจัดทำผังการใช้ที่ดิน การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทาน การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก การจัดทำทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) การปรับปรุงระบบคลังข้อมูล การปรับปรุงองค์กรจัดการน้ำ ซึ่งเมื่อลงไปดูในรายละเอียดการจัดการทั้งหมด กลับไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าตัวหนังสือและคำอธิบายคร่าวๆ
จนสุดท้ายภาระทั้งหมดก็ถูกผลักให้กับบริษัทเอกชนที่จะเข้าร่วมเป็นผู้ศึกษา นำเสนอ รวมไปถึงขั้นตอนออกแบบและก่อสร้างแทน โดยที่รัฐบาลมีหน้าที่แค่คัดเลือก ให้ความเห็นชอบ และจ่ายเงินเท่านั้น โดยให้เวลาเพียง 1 เดือน ก่อนที่จะนำเสนอกรอบแนวคิดพร้อมทั้งรายละเอียดของลุ่มน้ำ โครงการ และราคาของโครงการ
“จริงอยู่นะครับ เขาบอกว่าไม่ใช่ทีโออาร์ เอกสารเหล่านี้คือกรอบแนวคิดเท่านั้น แต่พอเอาเข้าจริงรัฐบาลก็ให้ทำทั้งขอบเขตของงานให้บริษัทที่ต้องมีแผนชัดเจน และมีรายละเอียดโครงการแต่ละโครงการ เพื่อจะให้กลุ่มบริษัทสามารถเข้าร่วมได้ โดยกลุ่มบริษัทหนึ่งอาจชนะหลายรายการ หนึ่งบริษัทอาจจะได้สองสามงานก็ได้ ใครเขียนได้ถูก เร็ว ดี ก็มีสิทธิได้รับคัดเลือก แต่บอกได้เลยว่าเป็นไปได้ยาก”
ชวลิต ขยายความว่า เป็นเพราะการศึกษาความเหมาะสมของแต่ละลุ่มน้ำยังไม่ได้ทำ ทั้งปิง วัง ยม น่าน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยากินบริเวณมหาศาล และต้องผ่านทั้งป่าไม้ ชุมชน อุทยาน พื้นที่การเกษตร ซึ่งแผนงานที่เตรียมไว้ก็ยังไม่ได้มีการศึกษา หรือรวบรวมแผนว่าภาพรวมจะทำอย่างไรจะถึงระดับความเหมาะสม หากรัฐบาลตั้งใจจะทำจริงๆ ใช้เวลา 8-10 เดือนก็แล้วเสร็จ
“อาจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยระดมอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีความรู้ความชำนาญเข้ามาศึกษาก่อน แล้วบูรณาการภาพรวมเข้ามาทำได้ เพราะวันนี้กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมโยธาธิการและผังเมือง ฯลฯ มีการศึกษาไว้อยู่แล้ว ถ้ารวมกันทำแผนนี้ได้เลย ซึ่งบางโครงการถึงขั้นออกแบบรายละเอียดแล้วแต่กลับไม่ทำ และให้เอกชนเป็นผู้ศึกษาด้วยตัวเอง โดยให้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งจะให้ทำทันทั้งหมดคงเป็นไปได้ยากมาก” ชวลิต ระบุ
ชวลิต ยกตัวอย่างโครงการในทีโออาร์ อาทิ “การสร้างอ่างกักเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก” ภายใต้งบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ว่า ในหมวดนี้มีชนวนปัญหาทั้งโครงการแก่งเสือเต้น จ.แพร่ หรือแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เข้ามาด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีโครงการที่พร้อมแล้ว เช่น โครงการอุโมงค์ส่งน้ำแม่งัดแม่กวง จ.เชียงใหม่ ที่ศึกษาพร้อมแล้วและสามารถทำได้เลย ซึ่งการนำทุกโครงการมามัดรวมกันในลักษณะนี้ เมื่อถึงขั้นตอนประมูลจริงแล้วอาจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ หากติดอยู่ที่โครงการใดโครงการหนึ่ง
“หรือการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงทะเลก็ทำได้หลายรูปแบบ บางคนอาจจะเลือกผันน้ำลงด้านตะวันออก ผ่านอยุธยา ผ่านลพบุรี ขณะที่บางกลุ่มบริษัทอาจเลือกผันน้ำด้านตะวันตกผ่านนครสวรรค์ หรือชัยนาท ซึ่งแนวคิด รูปแบบ ผลกระทบ หรือปริมาณน้ำที่ได้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเรื่องนี้ต้องศึกษาทั้งด้านวิศวกรรมและด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อไม่มีข้อเปรียบเทียบให้เห็นก็ไม่สามารถจะตัดสินได้ว่าใครดีกว่าใคร”
ทั้งนี้ หลังจากวันที่ 23 พ.ย. จะเหลือกลุ่มบริษัทแค่ 3 กลุ่มต่อหัวข้อ และให้ 3 กลุ่มสุดท้าย ปรับข้อเสนอของแต่ละบริษัทเข้าด้วยกันจนเหลือบริษัทเดียวในวันที่ 31 ม.ค. 2556 ซึ่งจะให้ได้ดีที่สุดนั้นบริษัททำไม่ทันแน่นอน
กรรมการผู้จัดการทีมกรุ๊ป ระบุด้วยว่า การกำหนดราคากลางจะมีปัญหา ในวันที่รัฐบาลยินดีเคาะโครงการตามที่เสนอมาแล้ว เนื่องจากการกำหนดราคากลางต้องมีราคาทั้งวัสดุก่อสร้าง สเปกของวัสดุ โดยให้ข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 9 ลงมาจนถึงซี 6 ตามราคาที่เสนอมา แต่ต้องเป็นจริงและเชื่อถือได้ แล้วให้ทุกคนเซ็นชื่อกำกับ ซึ่งปัญหาคือจะไม่มีใครเซ็นชื่อกำกับราคากลาง เนื่องจากไม่มีภาพรวมของโครงการให้เห็น และไม่รู้ว่าตรงกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการหรือไม่
“หากตกลงราคากลางไม่ได้ก็เซ็นสัญญาไม่ได้ และแล้วทุกอย่างจะย้อนกลับมานับหนึ่งหมด และเท่ากับเสียเวลาไป 6 เดือน แล้วมาเริ่มตั้งหลักกันใหม่อีกครั้ง ความเห็นของผมก็คือโครงการใดพร้อมแล้วก็ทำได้เลย ถ้ามีความคิดว่าอย่าไปมัดรวมกัน อันไหนเหมาะสมแล้วดึงออกมาสร้างได้เลย
ไม่ใช่สร้างๆ หยุดๆ สร้างแก่งเสือเต้นเจอปัญหามวลชน จะสร้างสะแกกรังก็ยังไม่ศึกษาสิ่งแวดล้อม แต่แม่งัดแม่กวง ตกลงราคากลางได้ทำเลย ราคากลางกรมชลฯ เขาก็คิดไว้แล้ว ก็เอามาดูสิ หินแพงขึ้น อุปกรณ์แพงขึ้นเท่าไรก็เซ็นสัญญาได้เลย ไม่อย่างนั้นอะไรที่เราคาดหวังว่าจะรวดเร็ว อาจติดปัญหาไม่รู้จบก็เป็นได้” ชวลิต กล่าว
สร้างหน่วยงานกลางกันราชการขัดกันเอง
หนึ่งในหัวข้อสำคัญ เช่น การตั้งกระทรวงน้ำนั้น ชวลิตยกมือเห็นด้วยเต็มที่ว่าควรจะมีศูนย์กลางเป็นผู้ประสานข้อมูลทุกหน่วยเข้าด้วยกัน เนื่องจากทุกวันนี้สภาพการบริหารจัดการแต่หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องน้ำค่อนข้างอิหลักอิเหลื่อ
“ปัญหาทุกวันนี้อยู่ที่งบประมาณ กรมชลประทานก็ใช้งบปกติของตัวเอง ก็มีเส้นทางงบประมาณ ต้องขอจากกระทรวงเกษตรฯ ผ่านสภาไป แต่ กบอ.ไม่ใช่ เพราะเป็นคำสั่งสำนักนายกฯ กรมชลฯ ไปกระทรวงเกษตรฯ เส้นทางงบประมาณก็ไปคนละทาง
ขณะเดียวกันเมื่อถึงเวลาจะประสานงานจริงก็ลำบาก เพราะฐานคิดของแต่ละหน่วยงานแตกต่างกัน เช่น กรมชลฯ ก็ดูเรื่องการเกษตรเป็นหลัก กรมทรัพยากรน้ำก็ดูอีกรูปแบบหนึ่ง อาจจะไม่ใช้ชื่อกระทรวงน้ำก็ได้ แต่ต้องรวมทุกอย่างจริงๆ”
เขาระบุอีกว่า หากไม่สามารถบูรณาการหน่วยงานได้จริง จะกลายเป็นว่าบริษัทรับงานต้องเข้ามาเป็นตัวประสานเอง หรือมีบางครั้งที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (กปร.) ต้องเป็นตัวประสานให้แต่ละหน่วยงานคุยกัน ซึ่งถ้าทำให้ภาพความเป็นองค์กรเดียวกันเกิดขึ้นได้ ปัญหาการจัดการน้ำของประเทศก็จะเบาลงไปได้มาก
“แต่ที่สำคัญคือ ต้องกล้าบังคับใช้กฎหมายหลักๆ เช่น การรุกล้ำคลองกับแม่น้ำต้องมีมาตรการเด็ดขาด ถ้าเราพูดถึงผังเมือง เรามี พ.ร.บ.ผังเมืองก็จริง แต่เราเคารพมันไหม เอกชนก็ไม่เคารพ ราชการก็ไม่บังคับ ทุกหน่วยปล่อยปละละเลย ราชการก็ขวางทางน้ำ อบต. อบจ. ก็เข้าไปขวาง นิคมอุตสาหกรรมก็ตามไปด้วย ฟลัดเวย์ก็มีถนน มีนิคม หมู่บ้านจัดสรรก็อยู่ในนั้น
ผังเมืองเราก็มี ผังภาคเราก็มี แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่กล้าประกาศใช้ หมดไป 5 ปี หมดไป 6 ปี หมดเป็น 7 ปี เมืองเศรษฐกิจไม่กล้าประกาศใช้หรอก ผมว่ายังคาอยู่บนโต๊ะท่าน ถึงประกาศได้แต่กล้าใช้ไหม เข้าสู่บ้านใคร ถนนใครก็ไม่รู้ ต้องบังคับใช้ ไม่งั้นที่พูดมาทั้งหมดก็จบไป”
ถึงเวลาคิดเล็กก่อนประกาศเป็นแผนใหญ่
หนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ และเป็นนโยบายหาเสียงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย คือ การทำแนวกั้นอ่าวไทย (Sea Barrier) เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและน้ำทะเลท่วม ก็ถูกระบุไว้จากปากของ ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธาน กบอ. ด้วยว่า หากบริษัทใดมีแนวคิดในเรื่องนี้เสนอเข้ามาด้วยจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งโครงการนี้ยังไม่ได้ศึกษา จึงไม่ควรทำ เพราะผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาก
“หากสร้างแนวกั้นชายทะเล การกัดเซาะที่ จ.ตราด จะทำอย่างไร นอกจากจะกระทบกับทรัพยากรป่าชายเลนและระบบนิเวศสัตว์ทะเลไม่รู้จบแล้ว หากสร้างที่ชลบุรียาวไปถึงระยองและตราด ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาอยู่ดี ซึ่งเรื่องนี้อ่อนไหวมาก และต้องศึกษาอย่างละเอียดว่า ถ้าทำแล้วจะฟื้นป่าชายเลนได้หรือไม่ และทำอย่างไรให้กุ้ง หอย ปู ปลาวางไข่ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งการหมุนเวียนของปลาในอ่าวไทย
“ชายฝั่งอีก 90 ปีข้างหน้า น้ำทะเลขึ้นมาสูง 50 ซม.แน่นอน แต่อาจมีทางเลือกที่ไม่ต้องไปกั้นกันขนาดนั้น เราป้องกันที่อ่อนนุ่มกว่านั้น ป้องกันตลิ่งให้อ่อนนุ่ม และให้มีการงอกเกิดของป่าชายเลนตามธรรมชาติก็ได้ เช่น ใช้ระบบเสาเข็ม บวกยางรถยนต์กั้นแนวตลิ่ง ก็ฟื้นป่าชายเลนขึ้นมาได้
เราต้องอย่าทำอะไรให้มันแข็ง หรือจะเอาไม้สนเขาก็ทำทดลองเยอะแยะ อะไรบ้างที่เข้ากับธรรมชาติได้ดี เรารักษาชายทะเลได้ ค่อยๆ ไปกับธรรมชาติ ซึ่งต้องระวังอย่าไปทำอะไรเลอะเทอะ” ชวลิต กล่าว







