
ต้องร่วมกันสู้
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายการเมืองมักจะมีข้อครหานินทาถึงความไม่โปร่งใสตามมาทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นยุคไหนรัฐบาลไหน ข้อกล่าวหาที่ได้ยินมากที่สุดก็คือ การซื้อขายตำแหน่งด้วยเงินตั้งแต่หลักสิบล้านบาทไปจนถึงร้อยล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งนั้นมีโอกาสที่จะไปแสวงหาผลประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน รองลงมาก็คือการเล่นพรรคเล่นพวก โดยฝ่ายการเมืองจะพิจารณาแต่งตั้งคนที่อยู่ในอาณัติของตัวเองขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ เพื่อกุมอำนาจหน่วยงานราชการนั้นๆ เอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จซึ่งหากมองในแง่ดีก็น่าจะช่วยส่งเสริมให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากย้อนไปดูพฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมาก็จะพบว่า มีหลายกรณีที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวทั้งทางตรงและทางอ้อม
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายการเมืองมักจะมีข้อครหานินทาถึงความไม่โปร่งใสตามมาทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นยุคไหนรัฐบาลไหน ข้อกล่าวหาที่ได้ยินมากที่สุดก็คือ การซื้อขายตำแหน่งด้วยเงินตั้งแต่หลักสิบล้านบาทไปจนถึงร้อยล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งนั้นมีโอกาสที่จะไปแสวงหาผลประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน รองลงมาก็คือการเล่นพรรคเล่นพวก โดยฝ่ายการเมืองจะพิจารณาแต่งตั้งคนที่อยู่ในอาณัติของตัวเองขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ เพื่อกุมอำนาจหน่วยงานราชการนั้นๆ เอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จซึ่งหากมองในแง่ดีก็น่าจะช่วยส่งเสริมให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากย้อนไปดูพฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมาก็จะพบว่า มีหลายกรณีที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตัวอย่างล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นกรณีคลิปเสียงของนายฉลอง เรี่ยวแรง สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย โทรไปข่มขู่นายเจริญ ใจชน อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ให้หาทางช่วยเหลือพรรคพวกของตัวเอง แต่ข้าราชการคนดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักการเมืองคนนั้นได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ในขณะที่นายเจริญก็ถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับสังคม หรืออย่างกรณีที่ยังคาใจอยู่มาจนถึงทุกวันนี้กรณีโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จาก ผบ.ตร. ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ดามาพงศ์ ขึ้นมารับตำแหน่งแทน รวมถึงการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการ สมช. ไปเป็นที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกครั้งเหตุผลที่ฝ่ายการเมืองมักจะนำมาอ้างก็คือ เพื่อความเหมาะสม
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจะต้องยึดหลักคุณธรรม โดยพิจารณาจากความรู้ความสามารถรวมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่ด้วยโครงสร้างการบริหารราชการที่ให้อำนาจฝ่ายการเมืองทำให้ถูกแทรกแซงได้ง่าย ซึ่งทางเดียวที่ข้าราชการจะต่อสู้ก็คือ ข้าราชการจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเองด้วยการรวมตัวกัน เพื่อต่อสู้กับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสหภาพแรงงานข้าราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบราชการได้ เนื่องจากแต่ละส่วนยังต่างคนต่างทำ ขาดความเป็นเอกภาพ ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย ดังนั้นองคาพยพของราชการทั้งหมดจะต้องหันหน้าเข้าหากัน และร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันข้าราชการให้เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป







