posttoday
วิธีชนะคอร์รัปชันภายใน 10 ปี

วิธีชนะคอร์รัปชันภายใน 10 ปี

24 สิงหาคม 2555

เพื่อบรรลุการเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะองค์กรตรวจสอบอิสระแห่งชาติ ที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ควรแสดงบทบาทการนำในการขับเคลื่อนคนไทยทั้งสังคมไปสู่เป้าหมายการมีคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่สอบตกในระดับ 3.3-3.5 มาโดยตลอด ให้สามารถสอบผ่านระดับ 56 ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีสิ่งที่ต้องทำอย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

เพื่อบรรลุการเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะองค์กรตรวจสอบอิสระแห่งชาติ ที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ควรแสดงบทบาทการนำในการขับเคลื่อนคนไทยทั้งสังคมไปสู่เป้าหมายการมีคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่สอบตกในระดับ 3.3-3.5 มาโดยตลอด ให้สามารถสอบผ่านระดับ 56 ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีสิ่งที่ต้องทำอย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

1) ป.ป.ช.ต้องเร่งสะสางคดีที่คั่งค้างให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้

คดีคอร์รัปชันนับหมื่นคดีที่สะสมตัวมาเป็น “ดินพอกหางหมู” ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ ป.ป.ช. (รวมทั้ง ป.ป.ท.) จะต้องแก้ไข ด้านหนึ่งเพื่อสร้างเสริมและฟื้นฟูเครดิตทางสังคม ขององค์กรนำในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันของประเทศ อีกด้านหนึ่งเพื่อสร้างแรงสะเทือนทางบวกต่อขวัญกำลังใจ จิตสำนึกและวิธีคิดของสังคมไทยให้สามารถหลุดพ้นจากความรู้สึกที่ท้อแท้และยอมจำนนต่อคอร์รัปชัน

สถานการณ์ “คดีเข้าใหม่” ที่มีจำนวนมากกว่า “คดีที่สะสางไป”ในแต่ละปีที่กำลังดำรงอยู่นั้น สามารถแก้ไขและเอาชนะได้ด้วยการวางแผนและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องการการคิดนอกกรอบเดิมๆ ป.ป.ช.ควรตั้งเป้าหมายที่จะผลิกวิกฤตนี้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ที่สามารถควบคุมได้ภายใน 35 ปี กล่าวคือจำนวนคดีที่สะสางแล้วเสร็จ มีมากกว่าจำนวนคดีที่เข้ามาใหม่ในแต่ละปีและสภาพดินพอกหางหมูเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในทางยุทธศาสตร์การวางแผนและการบริหารจัดการ อาจจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเสียใหม่อย่างเหมาะสม และ/หรือเพิ่มจำนวน แม่กองงาน หรือ คณะทำงานพิเศษ

2) ป.ป.ช.ต้องสนับสนุนพลังทางสังคมอย่างเต็มที่

ปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทยมีความรุนแรง ซับซ้อนและเรื้อรังมาก ทั้งในระดับปรากฏการณ์ ระดับโครงสร้าง และระดับจิตสำนึกวิธีคิด หรือวัฒนธรรม ดังนั้นลำพังมาตรการทางกฎหมายตามอำนาจหน้าที่หลักของ ป.ป.ช.นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว จำต้องอาศัยมาตรการทางเศรษฐกิจและทางสังคมเข้ามาเสริมเป็นแบบ 3 ประสานการผนึกกำลังกับภาคีอื่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น

พลังทางสังคม โดยธรรมชาติแล้วเป็นพลังที่เกิดจากความรู้ ความเข้าใจ และการรู้เท่าทันของผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นพลังเงียบ ซึ่งสังคมมักต้องใช้ระยะเวลาและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ไม่อาจซื้อหา หยิบยืม หรือสั่งการให้เกิดกันได้ง่ายๆ

วิธีการที่จะทำให้สังคมทั่วไปเกิดพลังทางปัญญาดังกล่าว และเข้ามามีส่วนร่วมป้องกันและสนับสนุนการปราบปรามคอร์รัปชันได้อย่างแข็งขันกระตือรือร้นนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ดังนั้น ป.ป.ช.ควรสนับสนุนให้เกิดมี “กองทุนสนับสนุนการต่อต้านการทุจริต” ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนภารกิจนี้ กองทุนดังกล่าวมีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนการเคลื่อนไหว การสื่อสารรณรงค์ การทำกิจกรรมคว่ำบาตรทางสังคม การมีส่วนร่วมเฝ้าระวัง ป้องกัน และติดตามตรวจสอบการทุจริตในทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ทุกพื้นที่

กองทุนนี้ ควรเป็นอิสระจาก ป.ป.ช.และผู้บริหารกองทุนที่เป็นอิสระ และมีระบบสนับสนุนด้านเงินทุนดำเนินการที่มั่นคง มีรายได้อย่างสม่ำเสมอและทำงานได้อย่างเป็นอิสระ อาทิ : ให้มีแหล่งรายได้กองทุนมาจาก 25% ของทรัพย์สินคดีทุจริตที่ยึดจากคดีที่สิ้นสุดแล้ว หรือจากงบสมทบประจำปีจาก 1% ของวงเงินโครงการเมกะโปรเจกต์ รวมทั้งมีที่มาจากเงินบริจาคของประชาชนและอื่นๆ

3) ป.ป.ช.ต้องผนึกกำลังจตุภาคีเชิงยุทธศาสตร์อย่างแน่นแฟ้น

พันธมิตรยุทธศาสตร์ คือ ภาคีที่มีเป้าหมายหรือความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างแรงกล้าในการขับเคลื่อนภารกิจจนบรรลุผล ไม่ทอดทิ้งกันไปกลางคัน พร้อมรับความสำเร็จล้มเหลวด้วยกัน

ป.ป.ช.ควรแสดงบทบาทนำในการผนึกกำลัง 4 ภาคียุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนการเอาชนะปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทย ทั้งในด้านมาตรการทางกฎหมาย ทางสังคม และทางเศรษฐกิจพร้อมกันไป

4 ภาคียุทธศาสตร์นี้ ประกอบด้วย 1.ภาคประชาสังคม 2.ภาคธุรกิจ (เชิงคุณธรรม) 3.ภาคสื่อมวลชน (เชิงปฏิรูป) 4.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายทั้งปวง แต่ทั้งนี้ต้องไม่กีดกันพันธมิตรทั่วไปหรือภาคีแนวร่วมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการ หรือแม้แต่รัฐบาลและนักการเมืองน้ำดี

4)ป.ป.ช.ต้องสนับสนุนการสื่อสารรณรงค์เพื่อปรับเจตคติและพฤติกรรมสังคมอย่างหวังผล

ปัญหาจิตสำนึกและวิธีคิดของคนไทยโดยรวมได้กลายเป็นด่านอุปสรรคสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ทั้งในระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว

ข้อมูลจากสถาบัน Asia Intelligence ในปี 2549 ระบุว่า ในขณะที่ความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชันภาครัฐนั้นรุนแรงมากถึงมากที่สุด (8.27) และความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันมีน้อยถึงน้อยที่สุด (8.00) นั้น ความอดทนยอมจำนนต่อปัญหาของคนไทยกลับมีมากถึงมากที่สุดไปด้วย (8.00) จึงนับเป็นเรื่องที่น่าหวาดวิตกอย่างทบทวีต่อด่านอุปสรรคที่ใหญ่หลวงเช่นนี้ เราจะก้าวข้ามพ้นไปได้ก็ด้วยการรณรงค์ทางสังคม โดยใช้ความรู้และข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดกิจกรรมทางสังคมและการสื่อสารสาธารณะที่หลากหลาย เพื่อสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก ความตื่นตัว โดยกระทำการอย่างต่อเนื่องจนเกิดการปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมใหม่

สังคมต้องการการเรียนรู้และการมีประสบการณ์ผ่านการปฏิบัติ แบบครั้งแล้วครั้งเล่าในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งเชิงบวกและเชิงลบประกอบกัน

ยิ่งถ้าในแต่ละปี ป.ป.ช.สามารถส่งมอบผลการสะสางคดีทุจริตที่โดดเด่นสัก 1015 คดี แถลงออกมาสู่สาธารณะ เพื่อให้สื่อมวลชนและสังคมได้ติดตามขยายผล จนเกิดเป็นกรณีที่ “พูดกันสนั่นเมือง” หรือเกิดเป็น “ขบวนการคว่ำบาตรทางสังคม” ที่รับลูกกันอย่างเป็นระบบได้ ก็จะยิ่งทำให้การปรับเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรมสังคมเกิดได้เร็วขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท