
กาญจน์ป่วยมาเลเรียพุ่ง3อำเภอ
สสจ.กาญจน์พบผู้ป่วยมาลาเรียสูงใน 3 อำเภอชายแดนเตือนพวกเดินป่ากลุ่มเสี่ยง
สสจ.กาญจน์พบผู้ป่วยมาลาเรียสูงใน 3 อำเภอชายแดนเตือนพวกเดินป่ากลุ่มเสี่ยง
นพ.อภิชาติ รอดสม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง ป่าทึบ และมีแหล่งน้ำ ลำธาร และมีพื้นที่ติดแนวชายแดน อันเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ของยุงก้นปล่อง จึงอาจมีความเสี่ยงต่อโรคมาลาเรียได้ รวมทั้งมีประชาชนจำนวนมากมักเดินทางไปท่องเที่ยวชมธรรมชาติ และนิยมไปเที่ยวป่า เดินป่า หรือกางเต็นท์นอนตามป่า ขอให้ระมัดระวังตนเองเนื่องจากในป่ามียุงก้นปล่องออกหากินเวลากลางคืน ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้จับสั่นหรือไข้มาลาเรีย หากมีอาการดังกล่าวขอให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทุกแห่งใกล้บ้านหรือที่หน่วยมาลาเรีย เพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรีย และต้องแจ้งประวัติการเข้าป่าหรือไปบริเวณพื้นที่เสี่ยงให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อให้การรักษาที่รวดเร็ว โรคนี้มียารักษาหาย หากรักษาเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตได้
สำหรับสถานการณ์โรคมาลาเรียของจังหวัดกาญจนบุรีว่า จากรายงานการเฝ้าระวังโรคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 22 ส.ค.2555 พบผู้ป่วยโรคมาลาเรียจำนวน 976 ราย ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต โดยพบผู้ป่วยมากที่สุดที่อำเภอไทรโยค รองลงมาอำเภอทองผาภูมิ และสังขละบุรี อัตราป่วย 927.47, 549.71 และ 219.47 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ ส่วนการป้องกันโรคมาลาเรีย ไม่แนะนำให้กินยาป้องกันก่อนเข้าป่า เนื่องจากจะทำให้เข้าใจผิดว่ากินยาแล้วจะไม่ป่วยเป็นไข้มาลาเรีย และหากป่วยเป็นไข้มาลาเรียจริงก็จะตรวจไม่พบเชื้อ และอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้ ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปนอนแคมป์ตามป่าเขา ควรเตรียมมุ้งหรือเต้นท์ชนิดที่มีตาข่ายกันยุง
นอนในมุ้งชุบสารเคมี และสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว แนะนำให้ใช้สีอ่อนๆ เพราะการใส่เสื้อผ้าสีดำ มักดึงดูดความสนใจให้ยุงกัดได้มาก รวมทั้งควรสุมไฟเพื่อไล่ยุง หรือจุดยากันยุง หรือทายากันยุงที่แขน ขา ใบหู หลังคอ และส่วนที่อยู่นอกเสื้อผ้าเพื่อป้องกันยุงกัด อย่างไรก็ตาม ไข้มาลาเรียมีโอกาสป่วยซ้ำได้อีก โดยมียุงก้นปล่องซึ่งอยู่ในป่าเขาเป็นตัวการแพร่เชื้อ มาตรการสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว และประชาชนทุกกลุ่มอายุที่อาศัยในพื้นที่ป่าเขาแนวชายแดน หรือมีสวนยางพารา เป็นต้น







