
ความสะเทือนใจ ของ"นายอภิสิทธิ์"
“ถ้าลองพิจารณาว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใคร จะรู้สึกอย่างไร และการแสดงออกเช่นนี้ คงแปลได้ยากว่าเคลื่อนไหวอย่างสันติและปกติ”
“ถ้าลองพิจารณาว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใคร จะรู้สึกอย่างไร และการแสดงออกเช่นนี้ คงแปลได้ยากว่าเคลื่อนไหวอย่างสันติและปกติ”
โดย ทีมข่าวการเมือง
หมายเหตุ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดแถลงหลังการหารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หลังจากคณะกรรมการสิทธิ์ ได้พบกับแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติมาแล้วครั้งหนึ่ง เนื้อหาต่อไปนี้คือท่าทีของนายกฯในการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงหลังจากเตรียมแผนดาวกระจายหวังกดดันให้นายกฯทำงานไม่ได้ รวมถึงการสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกในฐานะนายอภิสิทธิ์ พลเมืองคนหนึ่ง ที่มิใช่นายกฯ หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงได้กระทำการละเมิดสิทธิขว้างปา พูดจาข่มขู่คุกคาม ชีวิตและครอบครัว
ผมขอขอบคุณกรรมการสิทธิ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญขณะนี้ ที่จะมีบทบาทในการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานความปลอดภัยของทุกคน หมายถึงให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยท่ามกลางความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองที่มีผู้คนค่อนข้างมาก รัฐบาลมองว่าหน้าที่ของเรา อำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัย เรียบร้อยในสถานการณ์ชุมนุม เชื่อมต่อประสานงานปรึกษาหารือ
มีข้อห่วงใยว่าจะเกิดความตึงเครียดหรือสุ่มเสียงเกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งขั้นตอนการตัดสินใจใช้กฎหมายพิเศษ คงไม่ต้องพูดซ้ำ สิ่งที่อยากจะเรียนก็คือ ขอบคุณกรรมการสิทธิฯ ได้ลองทำจะใช้คำว่ากติกาการชุมนุมและการบริหารสถานการณ์ท่ามกลางการชุมนุมระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม ว่าการชุมนุมโดยสงบสันติ ทำอย่างไร
“เรียนว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรวม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีหลายจุดเป็นความห่วงใยรัฐบาล ประการแรก ในการเคลื่อนไหวในลักษณะ เช่น ปัญหาเจาะเลือด ปัญหาเทเลือด ขว้างปา ถ้าจะพูดเคร่งครัดถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด แต่รัฐบาลจะดำเนินการบังคับไม่ใช้กฎหมายในลักษณะที่ไม่เพิ่มความตึงเครียด แต่รักษาหลักเอาไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นทุกวิถีทางในการอดทนอดกลั้นแต่ละเลยทั้งหมดไม่ได้ เช่นการขว้างปา ก็ดำเนินการตามปกติของกฎหมาย
“ เรื่องการปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ในส่วนปิดล้อมขัดขวางปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลโดยรวม มีคำวินิจฉัยศาลปกครองกลางอยู่แล้ว ย้ำว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช้การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ กรณีบ้านพักส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับผม ก็ใช้สิทธิในฐานะนายอภิสิทธิ์ ร้องเรียนก กก.สิทธิ ด้วย”
สถานที่ส่วนบุคคลหรือเอกชนทั้งหมดดจะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกัน ได้ร้องขอให้กรรมการสิทธิฯ ช่วยพิจารณา เพราะว่า อยากเรียนว่าหลายคนได้ถ่ายทอดความรู้สึกมาที่ผม แต่ว่าไม่มีใครรู้สึกเท่ากับคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน เจ้าของบ้าน ซึ่งผมเองเข้าใจดี มีทั้งโกรธเคือง และแสดงความเห็นใจ ผมไม่เอาเรื่องความรู้สึกมาเป็นหลัก แต่อยากให้เคารพสิทธิของกันและกันมากกว่า
“ ถ้าลองพิจารณาว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใคร จะรู้สึกอย่างไร และการแสดงออกเข่นนี้ คงแปลได้ยากว่าเคลื่อนไหวอย่างสันติและปกติ”
การชุมนุม การปลุกเร้าอารมณ์ เพื่อดึงผู้ชุมนุมให้มีอารมณ์ร่วมเพื่อต่อสู้เป้าหมายร่วมกัน เป็นธรรมชาติ แม้ไม่สนับสนุน สมมติด่าทอด้วยคำพูดหยาบคาย ผมพอเข้าใจได้ มีความยืดหยุ่นรับกับสิ่งเหล่านี้พอสมควร แต่สิ่งสำคัญกว่าหยาบคาย คือถ้อยคำไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ คือการข่มขู่คุกคามไปสู่ความรุนแรง ไม่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวไปสู่ทางสันติหรือสงบได้ ตัวเอย่างเช่น คำพูดที่บอกว่า “ ดีที่นายอภิสิทิ์ไม่อยู่ในบ้าน ถ้าอยู่ในบ้านจะเอาเลือดศีรษะนายอภิสิทธิ์มารล้างเท้าไม่ต้องเป็นผมหรอกครับ ไม่ว่าใครก็ตามจะเป็นการชุมนุมโดยสงบโดยสันติ ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิต่อไป ในการชุมนุมให้อยู่ในกรอบ
ถ้าทุกฝ่ายชุมนุมอยู่ในกรอบ โดยมีแกนนำกลุ่มหนึ่ง คือคุณวีระ หมอเหวง คุณจรัล ได้ยื่นข้อเสนอ ซึ่งกก.สิทธิ์รับมายื่นจากการเจรจา ได้ให้คำตอบไปว่า ถ้าการเคลื่อนไหวอยู่ในกติกาทั้งหมดนี้ รัฐบาลไม่ขัดข้องที่จะพูดคุย เพราะประเด็นการเมือง การหาคำตอบทางการเมือง รัฐบาลยอมรับการมีส่วนร่วมรับฟังทุกฝ่ายอยู่แล้ว จึงได้แจ้งกรรมการสิทธิฯว่าสามารถนำคำตอบนี้ไปคุยกับผู้ชุมนุมได้ แต่ทั้งนี้กรุณาอย่าคาดคั้นว่าการพูดคุยต้องเป็นใครอย่างไร ถ้าคาดคั้นจะเป็นปัญหาคนทำงาน ผมมีความจริงใจในการแลกเปลี่ยนพูดคุยด้วยเหตุผลบนเงื่อนไขกติกา ถ้านอกกติกาไม่อาจพูดคุยได้ เพราะผมไม่อาจทำให้สังคม อูยู่ภายใต้การข่มขู่คุกคาม ถ้าสังคมเห็นการมาพี่น้องจำนวนมากแนวทางสันติ รัฐบาลก็รับฟัง รัฐบาลก็ยืนยันแนวคิดเดิมและพร้อมปฏิบัติ
หลังการแถลง นายกฯเดินลงจากเวที ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเก็บอารมณ์พร้อมถอนหายใจ จนสื่อมวลชนสังเกตเห็น ทำให้สื่อมวลชนเข้าไปสอบถามว่า ภรรยาและลูกโทรมาหาท่าน รู้สึกอย่างไรบ้าง ปรากฎว่า นายกฯแสดงสีหน้านิ่งเฉย ไม่ยิ้ม พร้อมกับส่ายหน้า เหมือนรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่ลุกลามไปถึงครอบครัว







