
สัญญาณร้าย
ช่วงนี้ความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจโลกมีแต่ข่าวไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ ดูสภาพอึมครึมบอกไม่ถูก ประกอบกับมีสัญญาณร้ายออกมาเป็นระยะ
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ช่วงนี้ความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจโลกมีแต่ข่าวไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ ดูสภาพอึมครึมบอกไม่ถูก ประกอบกับมีสัญญาณร้ายออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจจาก 2 ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ คือ จีนและญี่ปุ่น
สำหรับจีนนั้น เปรียบได้กับเป็นแหล่งผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลก เทียบได้กับโรงงานอุตสาหกรรมของโลก สินค้าแบรนด์ต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกส่วนใหญ่จะสั่งให้จีนผลิตขึ้นทั้งนั้นครับ อย่างไอโฟน ไอแพด ข้าวของเครื่องใช้ประจำวันผลิตขึ้นในจีนทั้งนั้น
ส่วนญี่ปุ่น ก็เปรียบได้กับพ่อค้าที่ขายของมากที่สุดของโลก โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหนักๆ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร สินค้าเทคโนโลยี
ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเหมือนกัน นั่นก็คือการส่งออกกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกซึม อันเป็นผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปครับ
สำหรับจีนนั้น ดัชนีภาคการผลิตพีเอ็มไอ ประจำเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขจากทางการจีนนั้นตกลงไปอยู่ที่ 50.1 จุด จากเดือนก่อนหน้าที่ 50.2 จุด ที่น่ากลัวก็คือ ดัชนีพีเอ็มไอจีนเกือบจะหลุดแนวรับที่ 50 จุดอยู่สุดตัวแล้วครับ นั้นหมายถึงว่าการผลิตของจีนใกล้เข้าสู่แดนอันตรายของการถดถอยเข้าไปทุกที
ขณะที่ญี่ปุ่นนั้น เมื่อวานนี้ได้มีการเปิดเผยตัวเลขดุลการค้าในเดือน ก.ค. ซึ่งปรากฏว่าญี่ปุ่นขาดดุลการค้าไปถึง 5.174 แสนล้านเยน หรือประมาณ 6,500 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังเป็นการขาดดุลที่มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ถึงเท่าตัว ที่ 2.75 แสนล้านเยน
นั่นหมายความว่า ญี่ปุ่นขายของได้น้อยลงมากกว่าซื้อเข้ามา แน่นอนว่าสาเหตุประการสำคัญ คือ กำลังซื้อจากทั่วโลกนั้นปรับตัวลดลง ทำให้ญี่ปุ่นขายของได้น้อยลงตามไปด้วย
แต่ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นในครั้งนี้ครับที่มองข้ามไม่ได้เลย ก็คือ ประการแรก เป็นปัญหาจากการแข็งค่าของเงินเยน ญี่ปุ่นขายของออกไปเป็นเงินดอลลาร์ เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินเยนก็ได้น้อยลง อีกทั้งเมื่อเงินเยนแข็งก็ทำให้สินค้าของญี่ปุ่นแพงขึ้น
ประการที่สอง ญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากญี่ปุ่นสั่งปิดโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไปเกือบหมด เพื่อตรวจสอบระบบความปลอดภัย หลังวิกฤตนิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมา เมื่อต้นปี 2011 ทำให้คนญี่ปุ่นเริ่มกลัวนิวเคลียร์กันมาก
ประการสุดท้าย คือ สินค้าประเภทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเริ่มมีปัญหาด้านศักยภาพการแข่งขันมาระยะหนึ่งแล้วครับ หลายบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่คุ้นหูเรากันดีประสบกับภาวะขาดทุนทั้งนั้น ไม่ว่าจะโซนี่ หรือชาร์ป เนื่องจากถูกตีตลาดอย่างหนักจากสินค้าที่ถูกกว่าจากเกาหลีใต้ ที่มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า สมัยนี้ ชาวโลกนิยมสินค้าที่ถูกกว่า ถือว่าสร้างปัญหาให้กับสินค้าญี่ปุ่นมากทีเดียวครับ







