posttoday
บริหารแบงก์รัฐ

บริหารแบงก์รัฐ

23 สิงหาคม 2555

หากมีการจัดอันดับอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง อาชีพกรรมการผู้จัดการธนาคารรัฐวิสาหกิจคงอยู่ในลำดับต้นๆ น้อยคนที่ได้เป็นแล้วจะก้าวลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม

โดย...อรุณ จิรชวาลา

หากมีการจัดอันดับอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง อาชีพกรรมการผู้จัดการธนาคารรัฐวิสาหกิจคงอยู่ในลำดับต้นๆ น้อยคนที่ได้เป็นแล้วจะก้าวลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม

ส่วนใหญ่จะแปดเปื้อนไม่มากก็น้อย หลายคนถูกกล่าวหา ถูกตั้งกรรมการสอบสวน บางคนถูกดำเนินคดี ส่วนที่ถึงกับถูกตัดสินจำคุกจริงๆ แม้จะมีน้อยราย แต่ก็เป็นเรื่องน่าประหวั่นพรั่นพรึงสำหรับคนที่มีอาชีพเป็นนายธนาคาร

ข้อกล่าวหาหนีไม่พ้นเรื่องทุจริตต่อหน้าที่ โดยมักจะโยงใยกับเรื่องหนี้เสียและเรื่องอำนาจอนุมัติสินเชื่อ

เหตุการณ์ล่าสุดในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมาคือ ข่าวการลาออกของกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งไม่จบลงง่ายๆ ด้วยการยื่นใบลาออก แต่ยังมีข่าวตามมาเรื่องการยับยั้งใบลาออก เรื่องหนี้เสียพุ่ง และเรื่องการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ผมอยากให้ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับกรณีนี้ รวมทั้งเรื่องการบริหารธนาคารรัฐวิสาหกิจเป็นการทั่วไป ดังนี้

หนึ่ง ในประเด็นที่เกี่ยวกับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ตำแหน่งนี้มักจะถูกจับตามองมากที่สุด และเมื่อมีปัญหาก็มักจะถูกสังคมตัดสินล่วงหน้าว่าเป็นตัวการทำให้เกิดปัญหา

ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุดในองค์กร จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ ก็อยากเป็น และถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของผู้บริหารมืออาชีพที่จะได้เกษียณอายุในตำแหน่งนี้

ในขณะที่ซีอีโอของรัฐวิสาหกิจอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากนัก ธนาคารรัฐวิสาหกิจกลับกลายเป็นกับดักของมืออาชีพที่ทำให้หลายคนต้องอำลาตำแหน่งก่อนหมดวาระหรือก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้าง

คนที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้อย่างปลอดโปร่งมักจะต้องมีความเป็นนักการเมืองมากกว่าความเป็นนักการธนาคาร เช่น นักธุรกิจการเมือง หรือนายธนาคารเดิมที่หันไปวิ่งเต้นทางการเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนกับตำแหน่งและผลประโยชน์ กลุ่มนี้นอกจากจะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายการเมืองแล้ว ยังรู้วิธีเอาใจและวิธีจัดการกับกลุ่มข้าราชการที่เข้ามาเป็นกรรมการ รวมทั้งมีความเป็นนกรู้ เมื่อองค์กรเริ่มอ่อนแอก็เตรียมตัวตีจาก

หรือบางครั้งแม้จะหนีไม่ทัน คณะกรรมการและฝ่ายการเมืองก็จะช่วยกลบเกลื่อนปกป้องจนสามารถจากไปด้วยดีในโอกาสต่อมา ปล่อยให้ปัญหาเป็นมรดกตกทอดไปสู่มืออาชีพที่อาจจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

กล่าวกันว่ามีผู้บริหารมืออาชีพจำนวนไม่น้อยที่ปฏิเสธไม่ยอมลงสมัครชิงตำแหน่งสูงสุดในองค์กร เพราะเกรงว่าหากบังเอิญได้รับคัดเลือก ตำแหน่งนี้จะกลายเป็นทุกขลาภ สู้ยอมทนอยู่ในตำแหน่งรองลงไป ดีกว่าเสี่ยงกับการต้องหันเหไปหาอาชีพอื่นก่อนวัยอันควร

สอง ประเด็นเกี่ยวกับคณะกรรมการ ตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นตำแหน่งที่มากับการเมือง บางครั้งผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งอาจจะเป็นมืออาชีพ แต่ก็มาเพราะเหตุผลทางการเมืองถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและมีรายได้ตอบแทน จึงมักจะต้องผ่านการจัดสรรภายในพรรคการเมือง เรื่องที่จะยอมยกให้ใครฟรีๆ เป็นไปได้ยาก

สำหรับรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และต้องผ่านกระบวนการสรรหา ก็เป็นการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านบรรษัทภิบาลเพียงหน้าฉากเท่านั้น หลังฉากยังเป็นการสรรหาตามใบสั่งหรือตามความเห็นชอบของฝ่ายการเมืองเช่นเดิม

ในกรณีธนาคารรัฐวิสาหกิจ กรรมการที่มาจากภาคราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวประธานกรรมการมักจะมีบทบาทสูงในการผลักดันนโยบายให้เร่งปล่อยสินเชื่อ เพื่อช่วยรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ บ่อยครั้งตัวประธานกรรมการหรือกรรมการบางคนอาจเป็นคนกลางในการรับเรื่องวิ่งเต้นของกลุ่มธุรกิจการเมืองเพื่อขอสินเชื่อก้อนโต

ปัญหาหนี้เสียของธนาคารรัฐวิสาหกิจบางครั้ง จึงมีต้นตอมาจากคณะกรรมการมากกว่าจากกรรมการผู้จัดการ เพราะคนเป็นกรรมการผู้จัดการยังต้องเกรงกลัวคุกตะราง ในขณะที่คณะกรรมการมักจะลอยนวล สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กรรมการรู้สึกปลอดภัยมากกว่าคือ การลงมติเป็นหมู่คณะ ซึ่งทำให้เชื่อกันว่าเอาผิดยาก

เมื่อธนาคารเกิดปัญหา นอกจากคณะกรรมการจะไม่ถูกตรวจสอบแล้ว บ่อยครั้งยังได้เป็นผู้สอบสวนเสียเอง เพราะการบริหารบ้านเมืองของเราเป็นระบบถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำ

กล่าวคือ เมื่อมีปัญหาฝ่ายการเมืองแทนที่จะแต่งตั้งคนกลางเข้ามาตรวจสอบ กลับสั่งให้ต้นสังกัดเป็นผู้จัดการกับปัญหาเอง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ตัวการหรือผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างปัญหาจะถือโอกาสลอยตัวเหนือปัญหา รวมทั้งใช้ระบบนี้ในการกลบเกลื่อนความผิดให้กับพวกพ้อง หรือโยนความผิดให้กับผู้อื่น รวมทั้งใช้ระบบในการกลั่นแกล้งศัตรู หรือบีบผู้อยู่ในตำแหน่งให้หลีกทาง เป็นต้น

ประเด็นสุดท้าย หากสังคมไทยต้องการเห็นการแก้ปัญหาธนาคารรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ให้กลับมาสร้างความเสียหายจนกลายเป็นภาระต่อเงินภาษีของประชาชน ผมก็อยากเสนอว่า สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วให้ช่วยกันเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นกลาง และการตรวจสอบจะต้องไม่ทำเฉพาะผู้บริหาร แต่ควรสอบกรรมการทุกคนด้วย ว่ามีส่วนทั้งในทางตรงหรือทางอ้อมในการทำให้เกิดหนี้เสียหรือไม่ หากเรื่องโยงใยไปถึงกรรมการและผู้บริหารชุดก่อนก็ให้เรียกตัวมาสอบด้วย

หากทำได้เช่นนี้ ต่อไปใครจะเข้ามาเป็นกรรมการก็จะต้องระมัดระวังตัวและจริงจังในการกำกับดูแลกิจการมากขึ้น สมกับการทำหน้าที่กรรมการตามหลักบรรษัทภิบาล

สำหรับการป้องกันปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผมอยากให้ช่วยกันเรียกร้องให้กระบวนการสรรหาคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงในรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นกรรมการอิสระ ควรจะมีที่มาซึ่งฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

หากไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ทำให้เกิดความโปร่งใสในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจไม่ได้ ก็อาจต้องช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามคำแนะนำของธนาคารโลก คือ ให้ยุบธนาคารรัฐวิสาหกิจทิ้งไปเสียบ้าง เพราะในโลกยุคปัจจุบัน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสถาบันการเงินประเภทนี้เหลืออยู่น้อยเต็มที

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท