
ห่วงทุ่มเงินแทรกแซงยางไร้ผล
กยน.เสนอเลิกนโยบายรับซื้อยาง สูญ3หมื่นล.ตรึงได้แค่กิโลละ80
กยน.เสนอเลิกนโยบายรับซื้อยาง สูญ3หมื่นล.ตรึงได้แค่กิโลละ80
กรรมการนโยบายยางห่วงรัฐบาลทุ่มเงินซื้อยางมาเก็บไว้ ไม่อาจแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้
คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่า การใช้เงินรับซื้อยางหรือให้เงินสนับสนุนมากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้รัฐบาลกำหนดราคายางพาราได้
“การให้องค์การสวนยาง (อสย.) ดำเนินการแทรกแซงราคายาง หรือรัฐให้เงินสนับสนุนมากเพียงใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การแก้ปัญหานี้จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมยางปลายน้ำที่ใช้ยางสังเคราะห์กลับมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น” รายงานระบุ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการแทรกแซงราคายางพาราภายใต้วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท รับซื้อยางมาเก็บไว้ในสต๊อกแล้วประมาณ 8 หมื่นตัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผล ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ในตลาดทรงตัวที่ระดับ 86.2 บาทต่อกิโลกรัม
“การที่กรรมการ กนย.บางคน บอกว่าการแทรกแซงราคายางแม้ใช้เงินจำนวนมากก็ไม่ได้ผลและทำให้ขาดทุนนั้น เป็นความเห็นของกรรมการบางคนเท่านั้น ไม่ใช่มติที่ประชุม” นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ครม.ยังไม่ได้พิจารณากรณีที่กระทรวงเกษตรฯ ขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกร เนื่องจากติดขัดในขั้นตอนเสนอเอกสารเข้า ครม. แต่ในสัปดาห์หน้าจะเสนอเรื่องนี้ให้ ครม.พิจารณาอย่างแน่นอน
ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีนี้ การจะทำให้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ขึ้นถึงกิโลกรัมละ 120 บาท เป็นไปได้เพียง 10% เท่านั้น แต่ถ้าจะให้ราคาอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 94.8-107.1 บาท จะมีโอกาสสูงถึง 50% เพราะปัจจัยเสี่ยงมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจยุโรป
“การใช้เงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แทรกแซงราคายางพารา ยังทำให้ราคาขึ้นได้เพียงกิโลกรัมละ 80 บาทเท่านั้น จึงควรปรับโครงสร้างการผลิตทั้งระบบ ใช้ประโยชน์จากการเปิดเออีซีดึงนักลงทุนมาตั้งโรงงานแปรรูป และร่วมมือกับอินโดนีเซียและมาเลเซียกำหนดราคายางพาราของโลก” นายอัทธ์ กล่าว







