
มาร์คย้ำปชป.ไม่ส่งร่างปรองดองประกบ
"อภิสิทธิ์"ย้ำไม่ส่งร่างพ.ร.บ.ปรองดองประกบรัฐ แฉหวังใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม
"อภิสิทธิ์"ย้ำไม่ส่งร่างพ.ร.บ.ปรองดองประกบรัฐ แฉหวังใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกจำประตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติประกบกับอีก 4 ร่างของรัฐบาลที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในวาระการประชุมของสภาว่า ไม่ควรทำให้เกิดปัญหา เพราะการค้างการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะทำให้ต้องคอยติดตาม คอยลุ้นทุกสัปดาห์ว่าจะหยิบขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ แต่โดยข้อบังคับถ้าจะหยิบขึ้นมาก็คงต้องรอสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ พรรคยังยืนยันว่าควรถอนทั้ง 4 ร่างออกไป และคิดว่าการที่พยายามจะให้พรรคยื่นร่างกฎหมายประกบ เพราะต้องการให้เกิดความสับสน เนื่องจากหากมีการยื่นร่างประกบเข้าไปไม่ว่าเนื้อหาสาระจะดีอย่างไร สุดท้ายก็จะมีการรวมพิจารณาแล้วใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก
"พรรคจะเสนอกฎหมายประกบ ก็ต่อเมื่อเราเห็นด้วยในเนื้อหาสาระหลัก แต่กรณีนี้เราไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ล้างผิดคนโกง จึงไม่มีประโยชน์ที่จะให้พรรคเสนอร่างเข้าไป"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเกมที่จะใช้ฝ่ายค้านเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับร่างกฎหมายของรัฐบาล แต่ไม่มีความเป็นไปได้ที่พรรคจะเสนอตามที่มีการเรียกร้อง และคิดว่าสังคมมาไกลกว่าที่นายวัฒนาพูดว่า ชื่อปรองดองแปลว่าดี เพราะสังคมดูจากเนื้อหาสาระ
ทั้งนี้หากรัฐบาลยังเดินหน้าต่อไป ก็จะเป็นปัญหาความขัดแย้ง โดยขอให้ดูจากปลายสมัยประชุมสภาที่ผ่านมามีความวุ่นวายเกิดขึ้น รัฐบาลควรเอาเวลามาคิดแก้ปัญหาดีกว่า เนื่องจากมีคำเตือนเกี่ยวกับเศรษฐกิจปีหน้าว่ากำลังต้องเผชิญกับความท้าทายและความเสี่ยงในหลายด้านต่อความถดถอย และจากการสำรวจความเห็นประชาชนภาคใต้ก็พบว่า สิ้นหวังต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงดูแลแก้ปัญหาให้ประชาชน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคได้เรียกร้องมาตลอดให้พักประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ หันมาดูแลปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่จะต้องมีการเตรียมการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะไม่ต้องการเห็นรัฐบาลอ้างวิกฤตเศรษฐกิจมากู้เงินสองล้านล้านบาท หรือเอาทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ เพราะการวิเคราะห์ปัญหาเป็นเรื่องสำคัญมาก และไม่เชื่อว่าการกู้เงินสองล้านล้านบาทจะเป็นคำตอบในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเมื่อดูจากการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท พบว่ามีการใช้เงินไม่ถึงพันล้านบาท จึงไม่คิดว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้อยากให้เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น แต่รูปแบบไม่จำเป็นต้องใช้เงินรัฐบาลหรือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่สามารถใช้รูปแบบให้เอกชนมาลงทุนได้ จึงอยากให้รัฐบาลไปเร่งแก้ปัญหาธุรกิจเอกชนเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากกว่า ทั้งนี้หากมองย้อนกลับไปช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 51 รัฐบาลในขณะนั้นรวมทั้งรัฐบาลในเอเซียหลายรัฐบาลไม่ได้ใช้การลงทุนเมกะโปรเจกต์แต่เศรษฐกิจฟื้นได้ ในขณะที่หลายประเทศไปใช้วิธีการเดิมโดยรัฐเข้าไปลงทุนกลับฟื้นตัวช้า







