
ม็อบต้องฟังเสียงคนกรุง
....ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
ไม่มีใครปฏิเสธการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะนี่คือกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่ต้องมีกฎ กติกา มารยาทตามหลักสากล มีความรับผิดชอบและอยู่ภายใต้กฎหมาย ฯลฯ ดังที่ได้เขียนไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน แกนนำต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี มีความรับผิดชอบ และสร้างมาตรฐานในการชุมนุมว่าจะไม่อภิปรายด้วยคำพูดที่หยาบคาย รุนแรง ด่าพ่อล่อแม่คนอื่น ข่มขู่คุกคาม และละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น
แม้เป็นเรื่องยากที่จะทำได้เมื่ออยู่ต่อหน้าไมโครโฟนและฝูงชนจำนวนมาก แต่ต้องพยายามทำ ส่วนจะใช้ลีลาลวดลายน้ำเสียงดุดันนั้นไม่ว่ากัน เพราะเป็นวิธีการเพื่อดึงความสนใจและปลุกเร้าฝูงชนให้ฮึกเหิม แต่อย่าฮึกเหิมในสิ่งที่ผิดกฎหมาย
เมื่อคนไทยกลุ่มนี้ได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นผ่านการชุมนุม เพื่อแจ้งความต้องการของตนให้รัฐบาลและประชาชนไทยได้รับทราบ พวกเขาก็ควรฟังความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศบ้าง อย่างน้อยฟังเสียงของคนกรุงเทพฯ กลุ่มหนึ่งว่า คนไทยอื่นๆ มีความเห็นอย่างไร
จากการทำโพลของสำนักต่างๆ โดยการสุ่มตัวอย่างคน กทม.และปริมณฑล สรุปได้ว่า กว่า 80% ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยุบสภา เพราะรัฐบาลยังไม่ได้ทำผิดอะไร และยังไม่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสภาจนรัฐบาลต้องเลือกเอาวิธีการนี้ คนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารประเทศต่อไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และไม่ต้องการให้มีใครมาฉุดรั้งการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศ พวกเขาต้องการเห็นบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย เพื่อขอโอกาสให้ประเทศฟื้นตัวจากความบอบช้ำทางเศรษฐกิจและการเมือง พวกเขาขอให้คนไทยช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองให้ก้าวหน้าไปด้วยดี
ทั้งภาครัฐและเอกชน และต่างประเทศยืนยันโดยมีตัวเลขทางสถิติสนับสนุนว่า เศรษฐกิจประเทศกำลังฟื้นตัวแน่นอน และมองว่าไทยมีอนาคตที่ดี แต่ทุกแห่งห่วงใยตรงกันว่าสถานการณ์การเมืองเท่านั้นที่จะเป็นตัวฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ถ้าบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ชาวต่างชาติก็จะมาเที่ยว นักลงทุนไทยและต่างประเทศก็พร้อมจะลงทุน เศรษฐกิจจะดีขึ้นมาก
แม้การใช้สิทธิเสรีภาพเป็นสิ่งที่ทำได้เช่นที่คนไทยกลุ่มหนึ่งกำลังทำอยู่ขณะนี้ อย่างไรก็ดี หลายสำนักสรุปตรงกันทำนองว่าเหตุผลในการเรียกร้องฟังไม่ขึ้น ไม่สามารถโน้มน้าวใจคนส่วนใหญ่ของประเทศให้สนับสนุนได้
วิธีการที่แสดงออก เช่น การใช้เลือดไปเทที่ทำเนียบรัฐบาล บ้านนายกรัฐมนตรี หรือที่อนุสาวรีย์เจ้ากาวิละที่เชียงใหม่ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก เพราะนี่เป็นพิธีไสยศาสตร์ เป็นพิธีอัปมงคล เป็นการกระทำที่อาฆาตมาดร้าย ซึ่งในที่สุดความชั่วร้ายต่างๆ จะย้อนกลับมาที่ตัวผู้กระทำเอง ดังนั้นแกนนำรวมทั้ง สส. ฝ่ายค้านในสภาที่เอาเลือดไปป้ายตารูปคุณอภิสิทธิ์ และขู่ว่าจะป้ายเก้าอี้นั่งของนายกรัฐมนตรี แม้แต่พราหมณ์สายดำนอกคอกซึ่งเป็นเจ้าพิธีก็ต้องระวังตัวไว้ว่า นับแต่นี้ต่อไปอาจเจอความอัปมงคลมาสู่ชีวิตตัวเองและครอบครัวได้
ประชาชนหลายคนฝากถามมาว่า แกนนำและคนวางแผนคิดเรื่องนี้ได้อย่างไร แม้รู้ว่าต้องการให้สื่อไทยและต่างประเทศจับเป็นประเด็นข่าว แต่ก็เป็นความคิดและการกระทำที่น่าสะอิดสะเอียน ขยะแขยง ทำในสิ่งที่ต่ำลงๆ ทุกที ยิ่งอ้างว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ว่าเลือดนองแผ่นดิน ครม.ต้องข้ามเลือดประชาชนเพื่อเข้าทำเนียบรัฐบาล ยิ่งไม่มีน้ำหนักที่คนไทยทั่วไปจะรับได้
คุณทักษิณเองปฏิเสธเรื่องนี้ลำบาก เพราะได้ออกมายอมรับว่าต้องการให้ผู้ชุมนุม
“สละเลือด” เพียง 10 ซีซี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทาแผ่นดินเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมคืนมา เขายอมรับว่า “ร่วมคิด” จริง แต่ไม่ได้สั่งการ สรุปได้ว่าเรื่องนี้อาจมีต้นตอมาจากแนวคิดของนายใหญ่ แต่ลูกน้องมาขยายผลใหญ่โตเกินกว่านายใหญ่ต้องการก็ได้บรรดา สส.ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีเกียรติ ได้รับการยกย่องจากสังคมว่าน่าจะเป็นผู้มีระดับความคิดเหนือกว่าคนอื่น แต่บางคนหน้ามืดตามัวเอากับเขาด้วย คน กทม.บางคนวิจารณ์ว่า สส.ของเราบางคนมีความคิดเพียงเท่านี้หรือ
แกนนำบางคนอ้างว่าเป็นการกระทำตามวิถีทางบรรพบุรุษที่สละเลือดทาแผ่นดินในครั้งโบราณ แต่เขาคงไม่เข้าใจว่าบรรพบุรุษของเราได้หลั่งเลือดทาแผ่นดินเพื่อปกป้องประเทศชาติจากการรุกรานของศัตรูจากภายนอกเพื่อรักษาบ้านเมืองให้ลูกหลานต่อไป ไม่ใช่ยุแหย่ให้คนไทยสู้กันเองเช่นในปัจจุบันนี้
แกนนำและผู้บริจาคเลือดเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้แพทยสภาต้องวุ่นวายไปด้วย เพราะมีแพทย์บางคนเข้าไปร่วมในการเจาะเลือด โดยคณะอนุกรรมการจริยธรรมแพทยสภาคงต้องพิจารณาเรื่องนี้ แม้อาจไม่ผิดกฎหมาย แต่
“การเจาะเลือดเพื่อประท้วงทางการเมือง มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ มีประเด็นของความไม่เหมาะสมทางจริยธรรม” ดังนั้นแกนนำทั้งหลายอาจแก้ตัวใหม่ก็ได้ด้วยการนำผู้ชุมนุมไปบริจาคเลือดให้กับสภากาชาดไทยซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยจำนวนมากและได้บุญด้วยสิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการเอาเลือดทาแผ่นดินนั่นก็คือ การปลุกระดม ปลุกปั่นให้คนไทยแตกแยกกัน ให้เกิดสงครามชนชั้นระหว่างเจ้ากับไพร่ พยายามปลุกระดมให้คนมาร่วมมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นไพร่ อีกฝ่ายเป็นอำมาตย์ซึ่งเป็นพวกเจ้า นี่คือการแบ่งแยกประเทศ ทำให้คนในชาติแตกแยกกันอย่างชัดเจนที่สุดซึ่งขัดกับหลักการสากล ถือว่าเป็นการชุมนุม การกระทำดังกล่าวสมัยก่อนกบฏ
นี่เป็นเจตนาดีต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นคนไทยด้วยกันที่อยากให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง สังคมรับได้ และให้ตระหนักว่าคน กทม.ได้รับรู้และรับฟังความต้องการของผู้ชุมนุมแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ชุมนุมควรรับฟังความเห็นและความต้องการของคน กทม.กลุ่มหนึ่งบ้างว่าพวกเขาต้องการอะไร จากนั้นคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศจะตัดสินว่าข้อเรียกร้องและความต้องการของใครมีความชอบธรรมกว่ากัน หากประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็อยู่ได้







