
หมากรุกการเมือง
....อรุณ จิรชวาลา
การต่อสู้ทางการเมืองมีส่วนคล้ายเกมหมากรุก ใครเคยโขกหมากรุกไทยจะทราบว่ามันเป็นเกมที่มีความสลับซับซ้อนสูง ต้องวางแผนการเล่นล่วงหน้าหลายชั้น จะบุกอย่างไร จะตั้งรับและตอบโต้อย่างไร และในที่สุดจะเอาชนะคู่แข่งอย่างไร ต้องคาดการณ์ล่วงหน้าด้วยว่าคู่แข่งจะเดินเกมแบบไหน และหากผิดแผนจะแก้เกมอย่างไร
การต่อสู้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย หมากสีดำเป็นฝ่ายเปิดเกมก่อนและมักจะเป็นฝ่ายบุก หมากสีขาวเดินทีหลังและมักจะตั้งรับ ในที่นี้คงต้องถือว่ากลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเป็นผู้ชุมนุมเพื่อโค่นอำมาตย์และขับไล่รัฐบาลเป็นหมากดำ ส่วนรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับเป็นหมากขาว
ที่เหมือนหมากรุกอีกอย่างคือ กองกำลังแต่ละฝ่ายแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ มีขุนเป็นผู้นำ มีเรือ ม้า และโคนเป็นแม่ทัพนายกอง และมีเบี้ยเป็นไพร่พล
เกมนี้ก่อนจะเริ่มเล่นฝ่ายบุกดูน่าเกรงขามมาก มีความพร้อมทั้งอาวุธ เสบียง และน้ำเลี้ยง ตัวขุนซึ่งบัญชาการรบจากต่างประเทศบอกว่าศึกนี้ถึงไหนถึงกัน แพ้ไม่ได้ แม่ทัพนายกองก็ฮึกเหิม ประกาศจะระดมไพร่พลมานับล้านเพื่อเผด็จศึกให้ได้ภายใน 3 วัน 7 วัน มีข่าวลือสะพัดในหมู่คนดูว่าฝ่ายบุกจะงัดกลยุทธ์ทุกรูปแบบ ทั้งในและนอกตำรา ออกมาถล่มคู่ต่อสู้ ตลอดจนมีเสียงเตือนให้คนดูระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย เพราะอาจโดนลูกหลงที่หลุดออกมานอกกระดาน
แต่ฝ่ายบุกก็มีจุดอ่อนอยู่บ้างตรงที่ตัวขุนไม่ได้อยู่บนกระดาน มีแต่ภาพตั้งไว้ให้ดู ทำให้แม่ทัพนายกองหลายรายถือโอกาสใส่เกียร์ว่าง วิ่งเข้าวิ่งออกนอกกระดานเป็นว่าเล่น ไปต่างประเทศบ้าง เข้าโรงพยาบาลบ้าง หรือไม่ก็นอนอยู่กับบ้านเฉยๆ
วินาทีสุดท้ายก่อนเริ่มแข่งขัน ลางแพ้ก็ปรากฏ เมื่อครอบครัวคนใกล้ชิดของขุนเรียงแถวขึ้นเครื่องเดินทางออกนอกประเทศ คำอธิบายที่ให้กับไพร่พลและคนดูฟังเหมือนคำแก้ตัวมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง ก็ไม่แน่ใจว่าจะด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่ทำให้ความฮึกเหิมของไพร่พลและเสียงเชียร์จากคนดูแผ่วลง
ในสนามแข่งขัน บางครั้งแผนที่อุตส่าห์เตรียมไว้อย่างสลับซับซ้อนและสวยหรูก็กลับเล่นไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอแนวรับที่แข็งแกร่งกว่า และมีระเบียบวินัยมากกว่า
ณ เวลาที่ผมเขียนเรื่องนี้ การชุมนุมผ่านมา 45 วันแล้วโดยที่ยังไม่เลิกรา แต่เกมบุกซึ่งขาดสีสันมาแต่ต้นก็ดูขาดพละกำลังที่จะบุกบั่นไปให้ถึงชัยชนะ ถึงกระนั้น ฝ่ายตั้งรับก็ยังไม่ประมาท แม้จะพอใจกับเกมรับที่ได้ผลเกินคาด แต่ก็ยังสงวนท่าทีรอให้ฝ่ายบุกเฉาตายไปเองโดยไม่ตอบโต้รุนแรง
เกมนี้น่าจะจบลงในที่สุดด้วยการที่ฝ่ายบุกแพ้ภัยตัวเอง แต่ฝ่ายตั้งรับก็คงไม่สามารถประกาศชัยชนะที่เบ็ดเสร็จ เพราะไม่สามารถต้อนขุนให้จนมุม เนื่องจากไม่ได้อยู่บนกระดาน
และถึงจะมีการเสียเหลี่ยมเสียเชิงกันบ้าง เชื่อว่าเลียแผลไม่นานก็คงกลับมาท้ารบใหม่
ผมมีข้อคิดและข้อสังเกตเกี่ยวกับเกมชิงเมืองครั้งนี้ ดังนี้
หนึ่ง การชุมนุมผ่านมาหลายวัน ยังไม่เห็นประเด็นใหม่ๆ หรือมุขเด็ดๆ ที่โดนใจคนดู ยังไม่มีการงัดกลยุทธ์ในการรุกที่ฝ่ายตั้งรับยังไม่เคยเห็น ยกเว้นเรื่องเจาะเลือดซึ่งไม่น่าจะถือเป็นจินตนาการเชิงสร้างสรรค์ พูดง่ายๆ ไม่สมราคาที่โหมโรงไว้แต่ต้น มีแต่วิธีการเดิมๆ ที่ใช้มาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จ มิหนำซ้ำยังเป็นการออกศึกโดยที่แม่ทัพนายกองขาดความสามัคคีและขาดความเป็นเอกภาพ จึงมองแทบไม่ออกว่าจะชนะได้อย่างไร
สอง กลยุทธ์หลักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มคนเสื้อแดงดูเสมือนเป็นการระดมคนชนบทมาข่มขู่ บีบบังคับ และปิดล้อมคนกรุงเทพฯ ทำให้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเองเป็นเหยื่อของสถานการณ์และเป็นฝ่ายถูกกระทำ ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ไม่เป็นผลดีกับคุณทักษิณอย่างแน่นอน แนวคิดที่จะใช้ระบบไพร่โค่นอำมาตย์และชนชั้นสูงในสังคมเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างย้อนยุค ประเทศอื่นที่เคยทำคล้ายๆ กันในอดีตไม่เคยเห็นที่ไหนประสบผลสำเร็จในระยะยาว
สาม ไทยมีประชากร 60 กว่าล้านคน คิดแบบง่ายๆ เราจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาจนพอที่จะเริ่มรับรู้ความเป็นไปในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1 ล้านคน เด็กเหล่านี้ไม่เคยเห็นคุณทักษิณในภาพของผู้นำที่มีความสามารถ มีแต่ภาพที่อาจทำให้รู้สึกว่าเป็นหัวโจกในการทำร้ายประเทศไทย ผมได้พูดคุยกับเด็กในวัยนี้หลายคน และรู้สึกเสียดายแทนคุณทักษิณที่ไม่มีโอกาสมารับฟังเด็กเหล่านี้ด้วยตนเอง เชื่อว่าถ้าได้ยินได้ฟัง อาจจะต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการต่อสู้อย่างมโหฬาร
สี่ มีคนบอกว่า
“ทักษิณยิ่งดิ้น อภิสิทธิ์ยิ่งเด่น” ผมชักเห็นสัจธรรมในคำพูดนี้มากยิ่งขึ้นทุกวัน ถ้าไม่มีคุณทักษิณ ลำพังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่น่าจะทำให้รัศมีของคุณอภิสิทธิ์เจิดจ้าได้ขนาดนี้ แต่ในการต่อสู้กับคุณทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดง คุณอภิสิทธิ์นิ่ง สุขุม แน่วแน่ โดยในขณะเดียวกันก็รักษาภาพความเป็นสุภาพบุรุษ และรู้จักเก็บอารมณ์ ทำให้คุณอภิสิทธิ์โดดเด่นเหนือคนอื่นทุกคนคุณทักษิณกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า
“แนวร่วมมุมกลับ” ของคุณอภิสิทธิ์โดยไม่รู้ตัวคุณทักษิณอาจภาคภูมิใจตนเองมาโดยตลอดว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ มีแนวคิดแบบทันสมัยนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบกับนักการเมืองรุ่นลายครามทั้งหลาย แต่คุณทักษิณก็อยู่ในวงการเมืองมาสิบกว่าปีแล้ว ที่เคยเป็นคนหนุ่มก็หนุ่มน้อยลงแล้ว
ต่างจากคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งถึงจะมีพรรษาการเมืองมากกว่าคุณทักษิณ แต่ก็เริ่มชีวิตการเมืองในฐานะนักการเมืองรุ่นเด็ก เพิ่งจะกลายเป็นนักการเมืองหนุ่มใหญ่ได้ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อเอาภาพลักษณ์ 2 คนมาเปรียบเทียบกัน จึงหนีไม่พ้นที่คุณทักษิณจะดูเหมือนเริ่มตกยุค
ข้อสุดท้าย ผมอยากแนะนำให้คุณทักษิณ ลด ละ เลิก วิธีการต่อสู้นอกสภา เพราะยิ่งนับวันจะยิ่งไม่ได้ผล และจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของตัวคุณทักษิณเองเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาเยาวชนคนรุ่นใหม่
หันมาฟื้นฟูเกมการต่อสู้ในสภาดีกว่าครับ แล้วสักวันโอกาสที่จะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น







