
ข้อสังเกตเรื่องสถานภาพสตรีในสังคมไทย
แม้รัฐธรรมนูญ (รธน.) ปัจจุบันจะรับรองไว้อย่างชัดเจนว่าหญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกันและกฎหมายจะมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
แม้รัฐธรรมนูญ (รธน.) ปัจจุบันจะรับรองไว้อย่างชัดเจนว่าหญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกันและกฎหมายจะมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่าให้สามีภรรยา แยกกันเสียภาษีได้ โดยกระทรวงการคลังต้องไปแก้ไขกฎระเบียบหรือกฎหมายให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยซึ่งสมรสและมีบุตรแล้วก็สามารถใช้คำนำหน้าชื่อว่านางสาวได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่เพราะมรดกตกทอดจากอดีตทำให้ผู้ชายยังมีบทบาทสูงกว่าผู้หญิงดังปรากฏหลักฐานมากมาย เช่น บรรดา สส. สว. ก็ยังเป็นผู้ชายเป็นส่วนมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีหรือปลัดกระทรวงส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชาย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี โดยเปรียบเทียบแล้วสถานภาพของสตรีในสังคมไทยยังดีกว่าสังคมอื่นๆ โดยมาก และถือเป็นจุดแข็งอันสำคัญของสังคมไทย
ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่าง “อู่อารยธรรมใหญ่” สองแหล่งคือ จีนและอินเดีย ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก เพราะไทยเรามีการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมประเพณีจากทั้งสองแหล่งมาเป็นเวลานาน แต่ประเพณีสำคัญอันหนึ่งที่ไทยไม่ยอมรับจากทั้งสองแหล่งคือ ประเพณีการแต่งงาน
ทั้งจีนและอินเดีย การแต่งงานส่วนใหญ่เป็นพิธี “อาวาหมงคล” คือการแต่งผู้หญิงเข้าบ้านควบคู่กับประเพณีปฏิบัติมากมายที่มีผล “กดขี่” สตรี ที่ทำให้ผู้เป็นลูกสะใภ้ต้องขมขื่นอย่างมาก เพราะนอกจากต้องไปอยู่ภายใต้สามีแล้วยังต้องเข้าไปปรับตัวอยู่กับคณาญาติของฝ่ายสามี โดยเฉพาะคือ แม่สามี ในประเทศจีนถึงขั้นมี “กฎบัญญัติศักดินา” ระบุ “เจ็ดข้อหาในการขับไล่” ลูกสะใภ้ออกไปจากบ้าน หนึ่งในข้อหานั้นคือ “การไม่มีบุตร” ในญี่ปุ่นที่มีประเพณีการแช่น้ำในถังน้ำอุ่นใบเดียวกันในบ้าน ภรรยาจะต้องเป็นคนสุมฟืนต้มน้ำให้สามีและคนอื่นๆ ในบ้านอาบจนหมด แล้วภรรยาจึงจะเป็นคนลงไปแช่ในถังน้ำอุ่นนั้นเป็นคนสุดท้าย และจบลงด้วยการที่ภรรยาจะต้องเป็นคนซักผ้า ทำความสะอาด และล้างถังให้เรียบร้อย อินเดียสมัยก่อนแต่งลูกสาวเข้าบ้านแต่ยังเล็ก ทำให้ผู้หญิงต้องทุกข์ยากตั้งแต่ยังเล็ก
แต่คนไทยโดยมากเลือกพิธี “วิวาหมงคล” คือแต่งลูกเขยเข้าบ้าน ให้ฝ่ายชายซึ่งเป็นเพศที่แข็งแรงกว่า เป็นฝ่ายต้องปรับตัวแทน ลูกสะใภ้จึงไม่ต้องตกอยู่ในฐานะที่ต้องระทมขมขื่นเหมือนผู้หญิงในหลายประเทศ แน่นอนว่ามีครอบครัวไทยสมัยก่อนจำนวนไม่น้อยใช้วิธี “แต่งลูกสาว” เข้าบ้าน และมักเรียกรวมๆ ว่า “วิวาหมงคล” เหมือนกัน แต่ก็เป็นส่วนน้อย
นอกจากการเลือกประเพณีแต่งลูกเขยเข้าบ้านแล้ว สังคมไทยยังมีกุศโลบายอันแยบคายในการหลอมรวมลูกเขยให้เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับครอบครัวของฝ่ายหญิง อย่างน้อยสองเรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรก คือ การเรียกคู่แต่งงานฝ่ายชายว่า “เจ้าบ่าว” บ่งนัยให้พร้อมน้อมตัวเข้าไปเป็นผู้รับใช้นั่นเอง เพราะ “บ่าว”
ความหมายหนึ่งในพจนานุกรมคือ “คนใช้” แน่นอนว่าคำเรียกเช่นนี้ย่อมมิใช่จะให้เจ้าบ่าวเข้าไปเป็น “ผู้รับใช้” เหมือน “คนใช้ในบ้าน” ทั่วๆ ไป แต่คือการน้อมเข้าหากัน ซึ่งย่อมสอดคล้องกับธรรมะในหมวดสังคหวัตถุ 4 คือ “ธรรมะอันเป็นเครื่องเกาะกุมประสานโลกคือสังคมไว้” ประกอบด้วย ทานการให้ ปิยวาจาวาจาอ่อนหวาน น่ารัก น่านิยม อัตถจริยาทำตนเป็นประโยชน์ และสมานัตตตาความมีตนเสมอ ไม่ถือตัว ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน เป็นต้น
เรื่องที่สอง ในประเพณีปฏิบัติของไทยก็คือ การกำหนดท่านั่งของผู้ที่เป็นลูกเขยในบ้านของเจ้าสาว ซึ่งคนไทยสมัยก่อนนั่งกับพื้น หญิงจะนั่งพับเพียบ พ่อตาจะนั่งขัดสมาธิแสดงความเป็นใหญ่ในบ้าน ขณะที่ลูกเขยจะนั่งในท่าขาข้างหนึ่งขัดสมาธิ แต่อีกข้างหนึ่งจะนั่งในท่าชันเข่า ท่านั่งดังกล่าวนักมานุษยวิทยาผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งชี้ว่าเป็นท่านั่ง “ที่พร้อมจะลุกขึ้นไปรับใช้”
ขณะที่ฝ่ายเขยถูกกล่อมเกลาเช่นนี้ ฝ่ายหญิงก็จะได้รับการอบรมให้รู้จักปรนนิบัติรับใช้สามี เช่น ให้ตื่นก่อน นอนทีหลัง สร้างเสน่ห์ปลายจวัก คอยดูแลตนเองและบ้านเรือนให้ดีเรียบร้อยตามคติ “เรือนสาม น้ำสี่” และแสดงบทบาทเป็น “ช้างเท้าหลัง” เป็นต้น
ประเพณีปฏิบัติเหล่านี้ย่อมลดความเครียดในครัวเรือนลงได้มาก และเมื่อผู้หญิงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพที่จำต้องทุกข์ระทมขมขื่น ทำให้ผู้หญิงมีพื้นฐานชีวิตเป็นสุข สามารถแสดงบทบาททั้งในครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างดี ซึ่งผู้หญิงไทยได้แสดงบทบาทมาอย่างดียิ่งในประวัติศาสตร์
เมื่อสหรัฐอเมริกาสามารถรบชนะอังกฤษ ประกาศอิสรภาพและก่อตั้งประเทศได้นั้น ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่บรรดา “บิดรผู้ให้กำเนิด” (Founding Fathers) ประเทศสหรัฐได้พิจารณาก็คือ จะเลือกภาษาใดเป็นภาษาราชการ ระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาฝรั่งเศส ขณะที่อังกฤษเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์และฝรั่งเศสเป็นผู้สนับสนุนสหรัฐ แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันเยี่ยมยอดของบรรดาผู้นำสมัยนั้น เล็งเห็นว่าภาษาอังกฤษจะเป็นสื่ออันวิเศษที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศมากกว่าภาษาฝรั่งเศส จึงตัดสินใจเลือกภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการของประเทศ
โดยต่อมาได้พยายามสร้าง “ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน” เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมา เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์การไม่ถูกวัฒนธรรมอังกฤษครอบงำ การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดเรื่องหนึ่งของบรรดา “บิดรผู้ก่อตั้งสหรัฐ”
ในทัศนะของผู้เขียน การเลือกประเพณีสร้างครอบครัวโดยการแต่งลูกเขยเข้าบ้านเป็นหลักของสังคมไทยมีความสำคัญพอๆ กับที่ผู้ก่อตั้งสหรัฐเลือกใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ประเพณีดังกล่าวทำให้ครอบครัวไทยมีความอบอุ่น เพราะเป็นการส่งเสริมสถานภาพและให้ความเมตตาการุณย์แก่สตรีผู้ “ครองโลกไว้ครึ่งหนึ่ง” เป็นรากฐานสำคัญส่วนที่ทำให้ความเครียดในครอบครัวและในสังคมไทยไม่สูง เป็นผลให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเมตตาสูงสืบมาช้านาน







