
ยังไม่สิ้นสุด : ต้นเหตุของ 'สองมาตราฐาน' (จบ)
...ไชยันต์ ไชยพร
เข้าใจว่า เหตุผลสำคัญก็คือ การเข้าใจว่าต้นตอของสภาวะ
“สองมาตรฐาน” ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเด็นทางการเมืองและกฎหมายนั้นมีสาเหตุมาจากอำนาจของ “คณะเจ้าแลขุนนางอำมาตย์” ที่ยังอยู่เหนือ “อำนาจของราษฎรประชาชน”แต่คำถามคือจริงหรือที่
“สองมาตรฐาน” มีสาเหตุมาจากการคงอำนาจของ “คณะเจ้าแลขุนนางอำมาตย์”?ผู้เขียนอยากจะขอให้ลองพิจารณาข้อเขียนดังต่อไปนี้:
“
จะว่าไปแล้ว เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทยของเราเป็นหนึ่งในสังคม ‘สองมาตรฐาน’ อย่างแน่นอน เพราะคนที่มีอำนาจ หรือเส้นสายหรือมีเงินทองสามารถทำผิดกฎหมายโดยไม่ต้องรับผิดได้ ที่เห็นชัดๆ ก็คือ การทำขับรถผิดกฎจราจร คนที่อำนาจบารมีและกล้าเอาสถานะของตัวเองมาเบ่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็มักจะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ก็แก้เกี้ยวโดยการอ้างว่าอะลุ่มอล่วยให้ด้วยการว่ากล่าวตักเตือน ส่วนคนที่มีเส้นก็มักจะรับเอาใบสั่งมา แล้วก็ติดต่อเส้นสายของตนให้ช่วยจัดการกับใบสั่งนั้น ส่วนคนที่มีเงินก็จะให้เงินแทนการรับใบสั่งส่วนคนที่มีอำนาจบารมี หรือมีเส้นสายแต่เคารพกฎหมายหรืออายที่จะใช้มัน และสมัครใจที่อยู่ภายใต้
‘มาตรฐานเดียว’ กันกับคนอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นพลเมืองดีโดยตั้งใจ ส่วนคนที่ไม่มีอำนาจบารมีและเส้นสายและไม่มีสตางค์ และไม่อยากจะรับใบสั่ง ก็คงต้องรู้สึกถึงความเป็น ‘สองมาตรฐาน’ ในสังคมไทยอย่างแรงบางคนคาดหวังว่า สักวันหนึ่ง ถ้ารวยมีอำนาจวาสนามีเงินมีทองหรือพอจะมีเส้นสายบ้าง ก็คงสามารถ
‘ทำผิดโดยไม่ต้องรับผิด’ กับเขาได้ คนประเภทนี้ถ้าตัวเองยังไม่มีอำนาจวาสนา ก็มักจะพยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาเส้นสายให้ได้สักเส้นหนึ่งก็ยังดี ไม่เกี่ยงว่าเส้นนั้นจะเล็กขนาดเส้นด้าย เพราะอย่างน้อยมันก็ยังเป็น ‘เส้น’ อยู่ (และด้วยเหตุนี้เองกระมัง ที่สติกเกอร์สัญลักษณ์ตำรวจ หรือหมวกกันน็อกที่ออกแบบมาคล้ายๆ ของตำรวจจึงขายดีและขายได้ รวมทั้งการซื้อหมวกทหารหรือตำรวจมาวางไว้ท้ายรถด้วย)ส่วนคนที่บุญน้อยวาสนาต่ำยากจนแต่สมัครใจรับใบสั่ง ก็คงรู้สึกไม่ดีมากๆ ที่คนบางคนทำผิดแต่ไม่ต้องรับผิด
‘
สองมาตรฐาน’ บนท้องถนนนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าตามไปดูเรื่องอื่นๆ ก็จะพบ ‘สองมาตรฐาน’ อีกมากมาย ไม่เพียงแต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่รวมไปถึงทุกวงการทุกสาขา ทุกเรื่องราว รวมถึงวงการพระวงการเจ้าด้วยคนที่ทำผิดโดยไม่ต้องรับผิดเหล่านี้ถือเป็น
‘พวกอภิสิทธิ์ชน’ ในสังคม อภิสิทธิ์ชนในสังคมไทยก็ได้แก่ คนมีสตางค์ ข้าราชการนักธุรกิจนักการเมือง หรือคนที่ชอบแอบอ้างว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับเจ้า กับข้าราชการ กับนักการเมือง เป็นต้น คนเหล่านี้ล้วนเป็น ‘อภิสิทธิ์ชน’ ทั้งสิ้น และเป็นต้นตอของระบบ ‘สองมาตรฐาน’ ในสังคมบ้านเราถ้าจะเรียกข้าราชการว่า
‘อำมาตย์’ ก็คงไม่ผิดนัก ดังนั้น สองมาตรฐานกับอำมาตย์จึงแยกกันไม่ออก และยามที่ข้าราชการหรืออำมาตย์มีอำนาจมากกว่าใครเพื่อนในทางการเมืองการปกครอง หรือที่เรียกกันว่า ‘อำมาตยาธิปไตย’ ยามนั้น นักการเมือง นักบริหารและนักธุรกิจก็ต้องหาทางที่จะรู้จักคบค้าสมาคมกับบรรดาอำมาตย์ทั้งหลาย เพราะเวลาทำผิดกฎจราจรหรือต้องการสิทธิพิเศษก็จะได้อ้างอิงถึงอำมาตย์ที่ตนรู้จัก (แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ยามที่อำมาตย์มีอำนาจสูงสุด ก็จะไม่มีนักการเมือง เพราะการเมืองอยู่ในมือของอำมาตย์หมด นักการเมืองจึงหมดอาชีพ กลับไปเป็นนักธุรกิจ นักบริหารหรือผู้รับเหมาก่อสร้างหรือรับเหมาสัมปทานขายของอะไรไปตามเดิม)แต่ยามเมื่อนักธุรกิจนักบริหารผู้รับเหมาแห่กันมาเป็นนักการเมือง และยามเมื่อประชาธิปไตยเบ่งบาน (เบ่งบานเพราะมีการเลือกตั้ง และมีนักการเมืองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือใครๆ) เขาเหล่านี้ก็ไม่ต้องอาศัยพึ่งพาอำนาจบารมีของอำมาตย์เท่าไรนักในการธำรงรักษาไว้ซึ่งระบบสองมาตรฐาน และยามเมื่อเขาเหล่านี้มีอำนาจสูงสุด พวกเขาก็ไม่เรียกสภาวการณ์นี้ว่า
‘อำมาตยาธิปไตย’ อีกต่อไป แต่พวกเขาเองจะเรียกมันว่า ‘ประชาธิปไตย’ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ ‘ธนาธิปไตย’ นั่นเอง และอำมาตย์ก็ต้องวิ่งเข้าหาพวกเขาเหล่านี้ เพื่อหวังพึ่งอำนาจบารมีเส้นสายเพื่อการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ผลประโยชน์ งบประมาณหรือเงินสดๆ ตรงๆ ดื้อๆ ด้านๆจำได้ว่า เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของไทยยังเป็นผู้รับเหมาบ้านนอกอยู่ เวลาไปติดต่อข้าราชการ ก็ต้องไปพินอบพิเทาถึงขนาดออกไปซื้อกาแฟให้กิน แต่ต่อมา ยามเมื่อหลงจู้เกิดบุญมาวาสนาส่งได้เป็นนายกฯ เหตุการณ์มันก็เลยกลับตาลปัตรกันไป
แต่กระนั้น บางครั้งก็ไม่มีใครอยู่ใต้ใครเสียทีเดียว แต่มักจะอาศัยพึ่งพาเอื้ออาทรกันฉันญาติสนิทมิตรสหาย หรือไม่ก็จับลูกหลานแต่งงานร่วมรักเสพสมบ่มิสมกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่ต่างจากเจ้าเมืองหรือกษัตริย์สมัยโบราณในทุกชาติทุกภาษา
หรือบางครั้งที่ไม่มีใครอยู่ใต้ใครเสียทีเดียว ต่างฝ่ายต่างก็ออกมางัดข้อทดสอบพลังอำนาจกันจนบางครั้งก็ฉิบหายแหลกลานกันไปทั่ว คนที่ไม่มีอำนาจบารมีที่ถือหางฝ่ายไหน ก็เข้าข้างฝ่ายนั้นซัดกันนัวไปหมด ส่วนคนที่ไม่อยากถือหางใคร ก็ต้องเจ็บไปด้วย ดังคำพังเพยของเราที่ว่า
‘พญาช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ’วิกฤตการเมืองไทยที่ผ่านมาตลอดสามปีนี้ก็คือ ปรากฏการณ์ที่นักธุรกิจการเมืองต้องการเป็น
‘อภิสิทธิ์ชน’ ทำผิดแต่ไม่ต้องการรับผิด ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยอ้างว่า ‘มาจากการเลือกตั้ง คะแนนเสียงท่วมท้น’ และก็กล่าวหาว่าถูกอำมาตย์กลั่นแกล้งล้างแค้น และต่อมาฝ่ายนักธุรกิจการเมืองก็เล่นอำมาตย์กลับ โดยอ้างว่า หากตนถูกเล่นงานฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายไม่โดน ถือเป็น ‘สองมาตรฐาน’ ซึ่งถ้าต่างฝ่ายต่างเล่นงานกันได้จริงๆ โดยไม่เกิดความรุนแรงให้ผู้คนอื่นๆ ต้องเดือดร้อน ก็จะเป็นคุณูปการต่อประชาธิปไตยของเรา ประชาชนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์ยิ่ง เพราะจะเหลือแค่ ‘มาตรฐานเดียว’ ใช้กับทุกคน ไม่ว่ารวยจน ใหญ่ไม่ใหญ่ จากการถ่วงดุลอำนาจตรวจสอบกันและกันระหว่าง ‘อำมาตย์ข้าราชการ นายทุน นักธุรกิจ และกลุ่มอ้างเจ้า’ โดยมีประชาชนเป็นตัวที่คอยถูกให้อ้างอิงและถ้าจะทุบระบบสองมาตรฐานนี้ทิ้งไปกันจริงๆ จังๆ ก็ต้องเล่นกันให้หมดทุกฝ่าย รวมทั้งฝ่ายตัวเองด้วย มิฉะนั้นแล้ว การป่าวประกาศว่าจะสู้กับสองมาตรฐานโดยเชื่อมโยงกับอำมาตย์อย่างเดียว จะไม่มีวันได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด
” และรังแต่จะสร้างความฉิบหายหายนะแก่บ้านเมืองของเรา






