
เงินร้อนทะลัก แต่ลงทุนยาวทรุด
8...ทีมข่าวการเงิน
ดัชนีตลาดหุ้นที่เขียวยกแผง แทนที่จะ แดงยกพอร์ต ในช่วงสัปดาห์อันแสนวุ่นวาย
ถือเป็นตัวสะท้อนมุมมองของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี!!
เม็ดเงินจากต่างชาติตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ถึงปัจจุบัน มีการซื้อสุทธิแล้ว 20,309 ล้านบาท
เพราะสิ่งที่นักลงทุนผมทองมองขาดคือ
“เนื้อใน” เศรษฐกิจไทยเมื่อตัวเลขในเดือน ม.ค.ก.พ. ส่งสัญญาณฟื้นตัวเต็มที่
ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตในปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 58% เป็น 68%
เป็นการเพิ่มกำลังการผลิตในทุกอุตสาหกรรม เพราะมียอดคำสั่งซื้อเริ่มกลับคืนมา
ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท เพิ่มกำลังการผลิตทะลุหลัก 80% ไปแล้ว
ส่วนมูลค่าการส่งออกของบริษัทที่ได้รับส่งเสริมในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัว 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท
ยอดส่งออกของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอุตสาหกรรมเกษตรจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
งบประมาณไทยเข้มแข็ง 3.5 แสนล้านบาท เริ่มกระจายไปสู่ชนบท ก่อให้เกิดโครงการด้านสาธารณูปโภคและกำลังซื้อจากท้องถิ่นมหาศาล
ภาษี 5 เดือนแรก เก็บได้เกินเป้ากว่าแสนล้านบาท
ส่วนนักท่องเที่ยวก็แค่หนีม็อบแดงใน กทม. แต่บินข้ามฟ้าไปท่องทะเลภาคใต้ ทำเอารีสอร์ตฝั่งอันดามันและอ่าวไทยรับทรัพย์ไปเต็มๆ
เมื่อหันมามองด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ล่าสุด นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้สำรวจความเห็นบริษัท 412 แห่ง
ปรากฏว่ามีถึง 54% ที่บอกว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มการจ้างงาน
และมี 116 บริษัท มีแผนจะขยายการลงทุนในปีนี้ คิดเป็นมูลค่าลงทุน 177,926 ล้านบาท
ไล่ตั้งแต่โรงงานขนาด 200
–500 ล้านบาท จนถึงขนาดใหญ่ระดับ 1,000 ล้านบาทแม้จะเป็นแค่ตัวเลข
“คำขอ” แต่ก็ถือเป็นคำขอที่ผ่านการกลั่นกรองของนักลงทุนต่างชาติแล้วว่าสนใจจะขนเงินเข้ามาจริงๆแต่สิ่งที่เหมือน
“ก้างตำคอ” ดัชนีทางเศรษฐกิจอยู่ขณะนี้คือแนวโน้มที่ม็อบเสื้อแดงเริ่ม “ยืดเยื้อ”หลังจากแกนนำเคยกระพือว่า 7 วันจบ ก็เปลี่ยนท่าทีเป็น
“ไม่ชนะไม่เลิก”โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ช่วง 4 วันที่ผ่านมา
เม็ดเงินจากการจับจ่ายใช้สอยหายไป 2,0003,000 ล้านบาท
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 สัปดาห์ จะสูญเม็ดเงิน 5,0001 หมื่นล้านบาท
คำถามก็คือ เศรษฐกิจไทยจะ
“แบกรับ” ความสูญเสียครั้งนี้ได้หรือไม่และหากม็อบกลายเป็นปัญหาเรื้อรังทางเศรษฐกิจ จะกระทบการลงทุนต่อ
“ภาคเศรษฐกิจจริง” หรือเรียลเซ็กเตอร์ ในปีนี้แค่ไหนในมุมมองของ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เห็นว่าการลงทุนของประเทศตอนนี้เป็นปัญหาหนัก
“
พื้นฐานเศรษฐกิจประเทศดี แต่เกิด 23 ปัญหาหลัก คือ การเมืองวุ่น มาบตาพุดชะงัก และการจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ” นายอภิศักดิ์ ระบุสัญญาณที่ผู้จัดการแบงก์กรุงไทยจับได้ชัดๆ คือ การเบิกใช้ สินเชื่อระยะยาว เพื่อการลงทุนยังไม่ฟื้นกลับมา มีเพียงการเบิกใช้สินเชื่อระยะสั้น
เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาหนัก เพราะจะส่งผลต่อเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาวในช่วง 35 ปีข้างหน้า
จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง!!!
เมื่อการลงทุนระยะยาว
“หยุด” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องประเทศไทยก็กลายเป็นแค่เสือที่ไม่มีเขี้ยวเล็บอีกต่อไป
ทั้งๆ ที่ตัวเลขหลายตัวในขณะนี้กำลังทำให้คนไทยเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
จะเห็นได้ว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้แรงงง...
เป็นตัววัดฝีมือการบริหารเศรษฐกิจขาขึ้นของรัฐบาล
รัฐบาลไม่อาจลิงโลดต่อเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาถึงขนาดเปิดแชมเปญฉลอง
เมื่อเงินเหล่านี้เป็น
“เงินร้อน” จะไหลออกไปเมื่อไหร่ก็ได้อาจเข้ามาแค่เดือนสองเดือน ซึ่งไม่ได้เสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ
เป็นเพียงแค่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น
แต่สิ่งที่ควรตระหนักมากไปกว่านั้นก็คือ...
หากไม่มีการลงทุนระยะยาวมาเป็น
“สะพานเชื่อม” ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวระยะสั้นในปีนี้ ถือว่าน่าเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยที่ผ่านภาวะ
“แตะพื้น” ไปแล้ว อาจได้แค่นั่งๆ นอนๆ แต่ยังลุกไม่ขึ้นก็ได้






