posttoday
เงินร้อนทะลัก แต่ลงทุนยาวทรุด

เงินร้อนทะลัก แต่ลงทุนยาวทรุด

18 มีนาคม 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

ดัชนีตลาดหุ้นที่เขียวยกแผง แทนที่จะ แดงยกพอร์ต ในช่วงสัปดาห์อันแสนวุ่นวาย

ถือเป็นตัวสะท้อนมุมมองของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี!!

เม็ดเงินจากต่างชาติตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ถึงปัจจุบัน มีการซื้อสุทธิแล้ว 20,309 ล้านบาท

เพราะสิ่งที่นักลงทุนผมทองมองขาดคือ “เนื้อใน” เศรษฐกิจไทย

เมื่อตัวเลขในเดือน ม.ค.ก.พ. ส่งสัญญาณฟื้นตัวเต็มที่

ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตในปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 58% เป็น 68%

เป็นการเพิ่มกำลังการผลิตในทุกอุตสาหกรรม เพราะมียอดคำสั่งซื้อเริ่มกลับคืนมา

ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท เพิ่มกำลังการผลิตทะลุหลัก 80% ไปแล้ว

ส่วนมูลค่าการส่งออกของบริษัทที่ได้รับส่งเสริมในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัว 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท

ยอดส่งออกของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอุตสาหกรรมเกษตรจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

งบประมาณไทยเข้มแข็ง 3.5 แสนล้านบาท เริ่มกระจายไปสู่ชนบท ก่อให้เกิดโครงการด้านสาธารณูปโภคและกำลังซื้อจากท้องถิ่นมหาศาล

ภาษี 5 เดือนแรก เก็บได้เกินเป้ากว่าแสนล้านบาท

ส่วนนักท่องเที่ยวก็แค่หนีม็อบแดงใน กทม. แต่บินข้ามฟ้าไปท่องทะเลภาคใต้ ทำเอารีสอร์ตฝั่งอันดามันและอ่าวไทยรับทรัพย์ไปเต็มๆ

เมื่อหันมามองด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ล่าสุด นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้สำรวจความเห็นบริษัท 412 แห่ง

ปรากฏว่ามีถึง 54% ที่บอกว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มการจ้างงาน

และมี 116 บริษัท มีแผนจะขยายการลงทุนในปีนี้ คิดเป็นมูลค่าลงทุน 177,926 ล้านบาท

ไล่ตั้งแต่โรงงานขนาด 200–500 ล้านบาท จนถึงขนาดใหญ่ระดับ 1,000 ล้านบาท

แม้จะเป็นแค่ตัวเลข “คำขอ” แต่ก็ถือเป็นคำขอที่ผ่านการกลั่นกรองของนักลงทุนต่างชาติแล้วว่าสนใจจะขนเงินเข้ามาจริงๆ

แต่สิ่งที่เหมือน “ก้างตำคอ” ดัชนีทางเศรษฐกิจอยู่ขณะนี้คือแนวโน้มที่ม็อบเสื้อแดงเริ่ม “ยืดเยื้อ”

หลังจากแกนนำเคยกระพือว่า 7 วันจบ ก็เปลี่ยนท่าทีเป็น “ไม่ชนะไม่เลิก”

โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ช่วง 4 วันที่ผ่านมา

เม็ดเงินจากการจับจ่ายใช้สอยหายไป 2,0003,000 ล้านบาท

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 สัปดาห์ จะสูญเม็ดเงิน 5,0001 หมื่นล้านบาท

คำถามก็คือ เศรษฐกิจไทยจะ “แบกรับ” ความสูญเสียครั้งนี้ได้หรือไม่

และหากม็อบกลายเป็นปัญหาเรื้อรังทางเศรษฐกิจ จะกระทบการลงทุนต่อ “ภาคเศรษฐกิจจริง” หรือเรียลเซ็กเตอร์ ในปีนี้แค่ไหน

ในมุมมองของ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เห็นว่าการลงทุนของประเทศตอนนี้เป็นปัญหาหนัก

“พื้นฐานเศรษฐกิจประเทศดี แต่เกิด 23 ปัญหาหลัก คือ การเมืองวุ่น มาบตาพุดชะงัก และการจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ” นายอภิศักดิ์ ระบุ

สัญญาณที่ผู้จัดการแบงก์กรุงไทยจับได้ชัดๆ คือ การเบิกใช้ สินเชื่อระยะยาว เพื่อการลงทุนยังไม่ฟื้นกลับมา มีเพียงการเบิกใช้สินเชื่อระยะสั้น

เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาหนัก เพราะจะส่งผลต่อเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาวในช่วง 35 ปีข้างหน้า

จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง!!!

เมื่อการลงทุนระยะยาว “หยุด” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยก็กลายเป็นแค่เสือที่ไม่มีเขี้ยวเล็บอีกต่อไป

ทั้งๆ ที่ตัวเลขหลายตัวในขณะนี้กำลังทำให้คนไทยเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

จะเห็นได้ว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้แรงงง...

เป็นตัววัดฝีมือการบริหารเศรษฐกิจขาขึ้นของรัฐบาล

รัฐบาลไม่อาจลิงโลดต่อเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาถึงขนาดเปิดแชมเปญฉลอง

เมื่อเงินเหล่านี้เป็น “เงินร้อน” จะไหลออกไปเมื่อไหร่ก็ได้

อาจเข้ามาแค่เดือนสองเดือน ซึ่งไม่ได้เสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ

เป็นเพียงแค่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น

แต่สิ่งที่ควรตระหนักมากไปกว่านั้นก็คือ...

หากไม่มีการลงทุนระยะยาวมาเป็น “สะพานเชื่อม” ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวระยะสั้นในปีนี้ ถือว่าน่าเป็นห่วง

เศรษฐกิจไทยที่ผ่านภาวะ “แตะพื้น” ไปแล้ว อาจได้แค่นั่งๆ นอนๆ แต่ยังลุกไม่ขึ้นก็ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท