posttoday
ถอดรหัสความรุนแรงในเด็ก ‘ป้องกันไม่ปราบปราม’

ถอดรหัสความรุนแรงในเด็ก ‘ป้องกันไม่ปราบปราม’

21 สิงหาคม 2555

ความรุนแรงของเด็กและเยาวชน ที่พวกเขาได้กระทำลงไปทั้งเรื่องการแสดงออกด้วยอารมณ์ การก่อเหตุอาชญากรรมก็ตามที

โดย..กันติพิชญ์ ใจบุญ

ความรุนแรงของเด็กและเยาวชน ที่พวกเขาได้กระทำลงไปทั้งเรื่องการแสดงออกด้วยอารมณ์ การก่อเหตุอาชญากรรมก็ตามที ที่ในแต่ละครั้งความรุนแรงที่เกิดจากน้ำมือของเด็กและเยาวชน ทั้งลักวิ่งชิงปล้น รุมโทรม นักเรียนนักเลงยกพวกตีกันฆ่ากัน หรืออีกมากมายหลายเหตุการณ์ ความรุนแรงก็ไม่แตกต่างจากเหล่าอาชญากรผู้ใหญ่มากนัก และดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสำหรับสังคมไทย

ตำรวจก็ต้องตกเป็นเป้าหลักที่สังคมฝากความหวังให้ช่วย “ป้องกัน” และ “ปราบปราม” อาชญากรวัยเด็ก โดยเฉพาะในเมืองกรุงที่สังคมดูจะรุดหน้าไปมากกว่าต่างจังหวัด สิ่งเร้าต่างๆ ที่ทำให้เด็กมีความรุนแรงก็ย่อมมีมากตามไป หน่วยงานตำรวจที่กำกับดูแลเด็กโดยตรงอย่างกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (กก.ดส.บช.น.)

หัวเรือหลักที่คุมหน่วยงานนี้ พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.กก.ดส.บช.น. ที่ต้องใช้ทั้งลูกบู๊บวกลูกบุ๋น เข้ามาทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กมีความรุนแรง สามารถรุกคืบก่อเหตุอาชญากรรมเทียบเท่าผู้ใหญ่ได้ พ.ต.อ.วิวัฒน์ อธิบายว่า หลักๆ แล้วสาเหตุความรุนแรงในเด็ก ที่ส่งผลต่อไปถึงปัญหาติดยาเสพติด มั่วสุม ค้าประเวณี หรือกลายเป็นอาชญากรวัยเยาวชน มาจากครอบครัวแทบจะทั้งหมด เท่าที่ผมไปจับกุมมา เอาตัวมาพูดมาคุยกัน บ่งบอกได้ถึงตัวเด็กแต่ละคนว่ามีปัญหาภายในครอบครัว แต่ไม่ใช่ปัญหารุนแรงนัก เป็นแต่เพียงเรื่องเวลาที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่มีให้เด็ก เช่น ตื่นเช้ามาลูกก็ไปโรงเรียน พ่อแม่ยังไม่ตื่นเพราะทำงานดึก ได้แต่วางเงินไว้ให้ใช้จ่าย ด้วยสภาวะสังคมที่ต้องแข่งขัน ทำให้ความอบอุ่นระหว่างคนในครอบครัวต้องหายไป

ถอดรหัสความรุนแรงในเด็ก ‘ป้องกันไม่ปราบปราม’

เด็กก็จะเข้าหาเพื่อน หากได้เพื่อนดีก็โชคดีไป แต่หากได้เพื่อนแย่ๆ ไม่ดี เชื้อร้ายก็จะถูกเพาะขึ้นโดยเด็กไม่รู้ตัว ทั้งมั่วสุมที่ร้านเกม ร้านอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ยาเสพติดที่เริ่มเข้ามาข้องแวะ กลายเป็นอยู่ในสังคมที่สุ่มเสี่ยงจะก่อเหตุอันตราย

“ปัจจุบันต้องยอมรับว่าปัญหาเด็กที่สร้างความรุนแรงมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตำรวจก็เป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่คอยเสริม คอยแต่งให้เด็กๆ เหล่านี้อยู่ในรูปรอย แต่หลักแล้วคือสถาบันครอบครัวที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมา กก.ดส.บช.น.จะเน้นปฏิบัติในเรื่องของขอทานเด็ก หรือการลักพาตัวเด็ก เด็กหาย แต่ขณะนี้ต้องมาวางกำลังพลกันใหม่ ให้สอดรับกับสภาพสังคม ต้องออกตรวจตราเด็กและเยาวชนตามจุดต่างๆ ทั้งที่ลับตาคน หรือสถานที่ที่มีอบายมุข”

พ.ต.อ.วิวัฒน์ เล่าอีกว่า หรือสังคมแต่ละคนที่อยู่ก็สร้างปัญหาให้ตัวเด็กได้เช่นกัน เฉกเช่นเด็กหญิงสาวๆ ที่อยากได้อยากมีทรัพย์สินให้เหมือนเพื่อนๆ แต่ตัวเองไม่มีเงิน สุดท้ายด้วยความอยากได้สิ่งของก็ต้องเอาตัวเข้าแลกเงิน คือปัญหาของเด็กเกิดขึ้นจากครอบครัวเป็นสำคัญ ส่งผลให้มีวงจรความรุนแรงเดินตามตัวเด็กมาด้วย

ที่ผ่านมาทีมงานตำรวจของ กก.ดส.บช.น. ก็จัดชุดตำรวจทุกวันพฤหัสบดี จำนวนประมาณ 150 นาย ออกตระเวนทั่วกรุงเทพฯ ไปยังจุดเสี่ยงที่เด็กจะมามั่วสุมกัน ทั้งที่ห้างสรรพสินค้า ร้านเกม ร้านอินเทอร์เน็ต หรือตามโรงภาพยนตร์แห่งต่างๆ เพื่อคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของเด็กที่หนีเรียนและมามั่วสุมกัน หากพบก็จะไปควบคุมตัวและแจ้งไปยังโรงเรียน หรือผู้ปกครองให้มารับตัว

“รูปแบบนี้แต่เดิมจะมีสารวัตรนักเรียนของแต่ละโรงเรียนเข้ามาดูแล แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ตำรวจก็ต้องเข้ามาทำงานตรงนี้แทน แต่งานนี้เป็นไปในรูปแบบงานปราบปรามเท่านั้น ที่สำคัญคือการป้องกันที่น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาความรุนแรงของเด็กได้ถูกจุดที่สุด”

ว่าแล้วปัญหาเด็กที่รุนแรงมีจำนวนเยอะมากเอาการ พ.ต.อ.วิวัฒน์ จึงผุดโครงการ “โรงพักวิถีพุทธ” ขึ้นที่ กก.ดส.บช.น. เน้นรูปแบบป้องกันเด็กไม่เน้นปราบปรามอย่างเดียว

“รูปแบบโครงการนี้ คือจากที่ตำรวจ 150 นาย ปล่อยออกไปดูเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เมื่อคุมตัวมาแล้วเราก็จะติดต่อกับทางผู้ปกครองให้มารับตัวกลับบ้าน แต่ก่อนที่จะกลับก็ต้องมีการอบรมแนะนำกันหน่อย คือให้ความรู้ต่างๆ ทั้งเรื่องความเสียหายหากประพฤติตัวไม่เหมาะสม ความอันตรายของยาเสพติด และฉายวีดิทัศน์ให้เด็กเห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว รวมถึงนำตัวเด็กและผู้ปกครองมาพูดคุยสอบถามเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเด็กที่เกิดขึ้น เพื่อแนะนำให้ผู้ปกครองให้เห็นทางออกและนำไปปฏิบัติได้ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ตรงนี้เป็นความสำคัญและจำเป็นที่ต้องสร้างเด็กให้อยู่ในที่ที่เหมาะสมที่สุด แต่เอาเข้าจริงแล้วผมไม่อยากให้ผู้ปกครองต้องมารับลูกหลานที่โรงพักหรอกนะ ให้กลับไปเจอกันที่บ้านดีกว่า กินข้าวกินปลาถามสารทุกข์สุกดิบ ใช้ความอบอุ่นดูแลกัน อย่าให้พ่อแม่ลูกต้องมาเจอกันที่โรงพักเลย” พ.ต.อ.วิวัฒน์ อธิบาย

เพราะเด็กคืออนาคตของชาติที่สำคัญ ที่จะคอยผลักดันทิศทางของประเทศให้เจริญก้าวหน้า ให้เท่าทันนานาประเทศ ดังนั้นแล้วประเทศชาติจะไปทางไหนก็ต้องอยู่กับเด็กเหล่านี้ที่จะถูกเลี้ยงดูสั่งสอนไปในทางใด และในความรุนแรงของเด็ก เฉกเช่นที่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ ว่าเอาไว้ “งานป้องกันสำคัญที่สุด ปราบปรามเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น”


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท