posttoday
คอ.นธ.กระตุกต่อม"นิติธรรม"รัฐบาล

คอ.นธ.กระตุกต่อม"นิติธรรม"รัฐบาล

20 สิงหาคม 2555

คอนธ.แนะรัฐบาลเร่งปลดสองมาตรฐานจากรากหญ้า - แก้ รธน.ทั้งฉบับ – ถอนร่างปรองดอง - เลิกใช้กำลังดับไฟใต้

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ครบรอง 6 เดือนของการตั้งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.) ที่มี นายอุกฤษ  มงคลนาวิน ประธาน ซึ่งกำลังเสนอรายงานฉบับที่ 2 ต่อรัฐบาลนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นหลักในการนำเสนอคราวนี้เป็นข้อเสนอการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกับตอกย้ำ 5 ข้อเสนอเดิมที่เคยนำเสนอรัฐบาลไปแล้วเมื่อ 3 เดือนก่อน โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับผ่านการจัดทำประชามติและเสนอแนะให้ถอนร่างพ.ร.บ.ปรองดองฯ ออกจากสภา พร้อมกับให้เร่งแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานในระดับรากหญ้า  

นายอุกฤษ กล่าวว่าในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา คอ.นธ. ไม่เข้าไปอยู่ภายใต้ทางการเมืองใดๆเลย เพราะแม้แต่สถานที่ประชุมก็ใช้บ้านของตนเองและกรรมการ คอ.นธ.ทุกคนก็เสียสละไม่รับเบี้ยประชุม หรือเงินประจำตำแหน่งใดๆหรือมีผลประโยชน์ตอนแทนอื่นๆได้เสีย แต่ที่รับหน้าที่มาทำงานเพียงแค่ต้องการได้มีโอกาสทำงานรับใช้ชาติ และในข้อเสนอของ คอ.นธ. เมื่อรัฐบาลรับเรื่องไปแล้วทางรัฐบาลจะทำตามหรือไม่ไม่ใช่หน้าที่ของ คอ.นธ.แล้ว

คอ.นธ.กระตุกต่อม"นิติธรรม"รัฐบาล

สิ่งสำคัญเริ่มแรกได้เสนอแก่นายกรัฐมนตรี ไปเมื่อ 3 เดือน จำนวน 5 ข้อ คือ 1.ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจร เจ้าพนักงานจราจรเรียกใบขับขี่รถจากผู้ขับขี่จักรยานยนต์ที่กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการจราจร โดยทางรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็ได้ตอบสนองบางส่วน ด้วยการไม่ให้ตั้งด่านสะเปะสะปะ หรือไม่ให้มีการเรียกรับเกิดขึ้น ซึ่งเหตุผลที่นำเสนอประเด็นเหล่านี้ เพราะนี้คือ ความทุกข์ใกล้ตัวของประชาชนที่เป็นความยุติธรรมเพราะเป็นความทุกข์ของคนทั่วประเทศ เช่น ปัญหาเล็กๆน้อยๆก็ไม่ควรมองข้ามเช่นปัญหาการจราจรก็เป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน เพราะว่ามีคนจำนวนมากที่เจอกับภาวะปัญหาแบบนี้เหมือนกันทั้งประเทศ เช่น วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถเข็นขายของหาบเร่แผงลอย ดังนั้นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อคนตัวเล็กๆเหล่านี้เหมือนกับประชาชนกับอำนาจของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เปรียบเหมือนกับตัวแทนการใช้อำนาจรัฐ เพราะที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งหรือการกระทำระหว่างรัฐกับประชาชนเริ่มก่อตัวจากปัญหาเรื่องเล็กๆทั้งสิ้น ก็เหมือนกับน้ำผึ้งหยดเดียวจนกลายเป็นปัญหาบานปลาย เช่น การจับกุมตัวผู้ต้องแบบผิดๆถูกๆในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ดังนั้น คอ.นธ. เห็นว่าหากจะสร้างความรู้สึกที่ดีกับประชาชน ทางภาครัฐจะต้องทำอะไรสักอย่างให้ประชาชนได้เห็นว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นเกิดจากปัญหาข้างในลึกๆของปัญหาเล็กก่อนเสมอ อาทิเช่น ปัญหาการคนขับวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเงินแค่ร้อยบาท เพื่อให้รอดพ้นคดีทำผิดโดยไม่ต้องได้ใบสั่ง ปัญหานี้สะสมมายาวนานจนเกิดเป็นความคับแค้นใจ ถือว่าเป็นเรื่องที่แย่มากและถ้าปัญหาเหล่านี้ที่เกิดจากการกลั่นแกล้งซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญหากได้มีการแก้ไขปัญหาใกล้ๆตัวก่อนจะสร้างบรรยากาศที่ดีได้อย่างไร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไหม คอ.นธ.จึงลงมาทำเรื่องแบบนี้ก่อน จึงเสนอต่อรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาตรงจุดเหล่านี้

อีกเรื่องที่อยากเน้นย้ำ คือ ในข้อที่ 2 ที่ได้เสนอไป คือ ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิ์ผู้ต้องหาหรือจำเลยทั้งการปล่อยตัวชั่วคราว เพราะผู้หาหรือผู้ต้องขังในราชทัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นคนยากคนจนจึงมีปัญหาเรื่องการประกันตัว ซึ่งการเรียกวงเงินค้ำประกันตัวที่สูงจะทำให้คนยากคนจนไม่มีปัญญาจ่ายเงินประกัน ก็ต้องจำยอมรับสารภาพในที่สุด อย่างน้อยโชคดีที่สุดไปถึงขั้นศาลก็ได้รับการลดโทษให้กึ่งหนึ่ง แต่หากคนยากคนจนสู้คดีก็ต้องมีเงินมาต่อสู้คดีเป็นจำนวนมาก เมื่อยากจนในที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือ จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเงินกู้นอกระบบจนเกิดความเดือดร้อนหนักเข้าไปอีก จำนวนไม่น้อยที่เจอปัญหาแบบนี้ เพราะไม่ใช่หาเงินประกันอย่างเดียว แต่ต้องหาเงินสู้คดีอีกด้วย จึงกลายเป็นเวรเป็นกรรม เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังอยู่ 2.5 แสนคน หรือ 90% เป็นคนยากจน ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยในนี้ต้องจำยอมรับผิดหรือรับสารภาพโดยไม่ได้ทำความผิด นี้คือความยุติธรรม ความเสมอภาคหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เป็นงานของ คอ.นธ.โดยแท้ 

สำหรับข้อเสนอเกี่ยวราชทัณฑ์ คือ การลดวงเงินประกัน และ ในชั้นการสอบสวนต้องมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องสอบสวนเพื่อป้องกันการทำร้ายผู้ต้องหาและเพื่อเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่บริสุทธิ์จากการใส่ร้ายป้ายสีด้วยที่อาจถูกกล่าวหาในภายหลังว่าซ้อมผู้ต้องหาโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีผู้ต้องหาบางส่วนในพื้นที่ในที่สุดต้องกลับคำให้การ เพราะถูกซ้อมถูกทรมาน ทำให้หลายๆคดีในภาคใต้ ศาลหยุดฟ้องร้องคดีเป็นจำนวนมาก คอ.นธ.จึงสนับสนุนให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องทำการสอบสวน และปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถให้การคุ้มครองประชาชนได้

หรือแม้แต่การกระทำต่อผู้ต้องขังที่ทำเหมือนกับไม่ใช่มนุษย์ ด้วยการล่ามโซ่ตรวน ผู้ต้องหาควรจะเปลี่ยนวิธีการจนกว่าผู้ต้องหาจะถูกลงโทษหรือศาลมีคำพิพากษาจริงๆ ซึ่งต้องมีมาตรฐานเดียวกันโดยมีหลักยุติธรรม ดังนั้นการดำเนินคดีต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาที่ขัดต่อหลักนิติธรรมต้องไม่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้ คอ.นธ. ได้จัดทำตำราหรือคู่มือประชาชนเกี่ยวกับหลักนิติธรรม หรือหลักนิติรัฐ รวมถึงหลักนิติธรรมสากล คือ อะไร เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าและได้เข้าใจได้เห็นเป็นรูปธรรม

“ทั้งหมดจะทำเป็นข้อเสนอต่อรัฐบาลและคอยติดตามผลโดยงานที่เสนอจะส่งไปตามหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย ส่วนหนึ่งเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะเรื่องจราจร และการต้องราชฑัณ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น กุญแจมือ เพื่อนำไปสู่การดูแลศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ประธาน คอ.นธ. กล่าว

นายอุกฤษ ยังได้กล่าวถึงจุดยืนหรือข้อเสนอแนะของ คอ.นธ.ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างพ.ร.บ.ปรองดองที่อยู่ในสภาขณะนี้ด้วยว่า ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นขณะนี้ คือ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งคนส่วนใหญ่เห็นว่าต้องแก้ไขเพราะรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นอุปสรรคต่อการปกครอง ส่วนจะแก้ไขอย่างไร ดังนั้นประเด็นสำคัญในตอนนี้คือ 1.แก้ไขทั้งฉบับ หรือ 2.แก้ไขบางรายมาตรา เท่านั้น ในบางส่วนหรือบางกลุ่มเห็นว่าการแก้ไขเป็นรายมาตราก็เห็นว่าควรแก้ไข เช่น มาตรา 68 (บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้มิได้) เพราะศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ หรือ มาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราที่หลายฝ่ายร้อนรนกันมากเพราะเป็นการนิรโทษกรรม จึงเกิดกระแสต้านและยอมรับไม่ได้ หรือบางส่วนเสนอให้แก้ไขอำนาจองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญตามรายมาตรา
อย่างไรก็ตามทุกรายมาตราที่จะแก้ไขในรัฐธรรมนูญมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหมด หากแก้มาตรานี้ก็ไปมีผลกระทบต่ออีกมาตรา

ฉะนั้นวิธีการที่ดีที่สุด คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แม้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอาจ แต่ก็ได้ชี้ไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสามารถทำได้ แต่ควรจะทำประชามติ ซึ่งการจัดทำประชามติสามารถทำได้ ซึ่งจริงๆแล้วจะว่าไปแล้วพรรคเพื่อไทย(พท.) ตอนหาช่วงหาเสียงก่อนเป็นรัฐบาล ก็ได้รณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ ในที่สุดก็ได้รับเลือกตั้ง จนได้รับชัยชนะก็ถือว่าเป็นการทำประชามติส่วนหนึ่งไปแล้ว แต่เพื่อความชัดเจนรัฐบาลควรประกาศทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะให้แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

ทั้งนี้ คอ.นธ.เสนอว่าสำหรับการทำประชามติต้องมาพิจารณาว่าจะนำรัฐธรรมนูญฉบับร่างตัวใดมาเป็นตุ๊กตา นั้นคือนำรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดนำมาเป็นตัวอย่าง คือ รัฐธรรมนูญ ปี 2517 จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับปี 2550 แม้ว่าบางส่วนในรัฐธรรมนูญปี 2517 จะล้าสมัยไปแล้วแต่ควรนำเฉพาะส่วนดีมาเป็นตัวตั้ง จากนั้นนำส่วนอื่นๆมาเพิ่มเติม เช่น สภาร่างรัฐธรรมนูญ , สว.มาจากการเลือกตั้ง , องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการกระจายอำนาจ หรือองค์กรอิสระต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องระบุที่มาให้ชัดเจน อาทิ เช่น วุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ใช่การสรรหาหรือถอดถอนจากเพียงบุคคลไม่กี่คน แต่ต้องมีองค์กรอื่นที่มาจากการเลือกตั้ง โดยขณะนี้ทาง คอ.นธ.กำลังสรุปการเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี 2517 กับรัฐธรรมนูญปี 2550 นำเสนอต่อรัฐบาลและสาธารณชนให้รับทราบ

นายอุกฤษ กล่าวว่าอีกประเด็นทางการเมืองที่ คอ.นธ.ฝากไว้ คือ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มีพ.ร.บ.ปรองดอง เพราะคนไม่ถูกกันจะไปเขียนกฎหมายให้มาดีกันเป็นไปไม่ได้ ต้องมีจุดหมายปลายทางเดียวกันก่อน คือ ความสามัคคีของคนในชาติ ดังนั้นหากกฎหมายไม่ดีก็ต้องแก้ไขกฎหมาย เช่น กฎหมายุบพรรคที่เป็นกฎหมายไม่ดีก็ต้องแก้ไข นี้ต่างหากคือสิ่งสำคัญ คือ ต้องมีกฎหมายที่ดีและมีผู้ใช้กฎหมายที่ดี โดยการบังคับใช้กฎหมายจะต้องใช้ด้วยหลักเมตตาธรรม โดยไม่จำเป็นต้องไปเขียนกฎหมายใดๆหรือแม้แต่การออกกฎหมายปรองดอง หรือแม้แต่แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ยังไม่เพียงพอ

ประธาน คอ.นธ. กล่าวย้ำด้วยว่า คนเราจะเขียนกฎหมายให้คนเอาหัวเดินต่างเท้าก็ยังได้ แต่เป็นเรื่องที่ขัดกับธรรมชาติในความเป็นจริงเพราะมีคนบางกลุ่มไม่เอาด้วย ก็จะกลายเป็นกฎหมายที่ไม่มีผลใดๆและกลายเป็นต้นเหตุให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น สิ่งสำคัญหากยังคิดว่าจะทำอะไรแล้วก็จะออกกฎหมาย เพราะยิ่งมีกฎหมายมากก็ยิ่งมีปัญหา แต่ถ้าไม่ปรองดองด้วยการให้ทุกฝ่ายออกกฎหมายที่มีความยุติธรรม ผู้ใช้กฎหมายมีความยุติธรรม ปราศจากอคติ ไม่มีสองมาตรฐาน และใช้กฎหมายด้วยหลักเมตตา ไม่ใช่กฎหมายเพราะมีใบสั่งในที่สุดสันติธรรมจะเกิดขึ้นเองด้วยตัวของตัวเอง ไม่มีทางที่จะเขียนกฎหมายให้คนสองคนที่ทะเลาะกัน คืนดีกันได้ เพราะระหว่างออกกฎหมายก็ทะเลาะกันแล้ว

“วันนี้ชีวิตเราต้องการอะไร คือ ความยุติธรรม สันติธรรม เมตตาธรรม นั้นหมายความว่า ความยุติธรรม คือบ้านเมืองต้องมีกฎหมายและเป็นกฎหมายที่ดี ถ้ากฎหมายไม่ดีก็ต้องเลิกไป รวมถึงผู้ใช้กฎหมายทุกฝ่ายต้องมีความยุติธรรมด้วยนี้คือความปรองดอง นอกจากนี้ต้องใช้กฎหมายอย่างเมตตาธรรม นี้ต่างหากที่จะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นในชาติได้ ดังนั้นหากปรองดองเพื่อไม่ปรองดองก็ไม่ควรทำ เพราะพอโผล่ขึ้นมา(ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง) ก็ไม่มีใครเห็นด้วยแล้วจะเกิดความปรองดองได้อย่างไร” นายอุกฤษ กล่าว

คอ.นธ.แนะนำเทคโนโลยีป้องชีวิตคน3จว.ใต้

ครบรอบ 6 เดือน คอ.นธ.เตรียมนำเสนอ “ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.) ภายใต้แนวคิด “แสงสว่างส่องทาง แสงสว่างส่องใจ” ด้วยการใช้อุปกรณ์ช่วยป้องกันภัยที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ประธาน คอ.นธ. ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.ยส.จชต.) กล่าวว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เพราะปัจจุบันที่มีการปฏิบัติกันอยู่ในพื้นที่และประชาชนส่วนใหญ่ที่ร้องทุกข์เข้ามา คือ เรื่องความเป็นธรรมและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สำหรับการกระจายอำนาจแม้ที่ผ่านมาจะมีหลายฝ่ายเสนอมาหลายรูปแบบ แต่ในความเห็นของ คอ.นธ.จะเสนอให้มี การกระจายอำนาจเป็นไปตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน ตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร หรือ พัทยา ด้วยการให้แต่ละจังหวัดมีพระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัด นราธิวาส พ.ศ. , พระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดปัตตานี พ.ศ. และ พระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดยะลา ทั้งหมดยึดตามแนวทางของกรุงเทพมหานครเป็นหลัก พร้อมกับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สภาเมือง และสภาเขต อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐบาลจะตอบรับหรือไม่ ในท้ายที่สุดวันใดวันหนึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีการกระจายอำนาจเกิดขึ้นในที่สุด แต่ขอย้ำว่าในส่วนของอำนาจศาล อำนาจด้านการต่างประเทศ หรืออำนาจด้านความมั่นคง ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอยู่ไม่ได้ผนวกเข้าไปอยู่ในกฎหมายกระจายอำนาจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยจะเน้นการจัดสรรอำนาจในขอบเขตที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุดในฐานะเจ้าของพื้นที่

“ก่อนที่จะให้มีการกระจายอำนาจ ณ เวลานี้ปัญหาสำคัญที่สุดที่ต้องแก้ไข คือ ความยุติธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันคือการแก้ไขปัญหาแบบพายเรือนในอ่าง กล่าวคือแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาซ้อนคณะกรรมการท้ายที่สุดก็แก้อะไรไม่ได้ แต่ความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหา คือ ความยุติธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ยังไปไม่ถึง เพราะทัศนคติที่มองว่าคนในพื้นที่เป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือแบ่งแยกดินแดน ดังนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติก่อน และยืนยันว่าไม่มีทางที่การใช้กำลังทหารหรือกำลังอาวุธจะแก้ไขปัญหาได้ แต่ต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเพราะการนำกำลังรบรถถังหรืออาวุธหนักเข้าไปไม่ได้ไปตีเมืองขึ้นหรือยึดเมืองคืนมา สิ่งที่ทาง คอ.นธ. เสนอ คือ การใช้เทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหา แทนการใช้กำลังหรืออาวุธ เพราะที่ผ่านมา 9 ปี ภาครัฐทุ่มงบประมาณไปแล้ว 1.6 แสนล้านบาท ในขณะที่เทคโนโลยีที่นำเสนอใช้งบประมาณเพียงน้อยนิดเท่านั้น” ประธาน คอ.นธ. กล่าว

ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ “แสงสว่างส่องทาง แสงสว่างส่องใจ”

1.เพิ่มประสิทธิภาพระบบกล้อง CCTV ด้วยระบบ RFID ตรวจสอบยานพาหนะเข้าออกบันทึกข้อมูลต่างๆของยานพาหนะไว้ที่ป้ายทะเบียนรถยนต์(ป้ายวงกลม) โดยสามารถตรวจสอบได้ตามจุดตรวจต่างๆ เมื่อผ่านเครื่องสแกนว่าเป็นยานพาหนะที่ถูกขโมยมาหรือทำการปลอมแปลงแล้วเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่หรือไม่ พร้อมทั้งสามารถติดตามเส้นทางได้อีกด้วย และระบบช่วยจดจำใบหน้า (FACE RECOGNIZATION) โปรมแกรมบันทึก จดจำใบหน้าเพื่อตรวจสอบบุคคลผู้ต้องสงสัยผ่านกล้อง CCTV ตามจุดตรวจต่างๆที่สำคัญแล้วส่งภาพไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผล แลสืบค้นประวัติจากเครือข่ายข้อมูลของหน่วยงานรัฐ

2.เครื่องตรวจค้นสิ่งต้องสงสัยแบบเคลื่อนที่ด้วยรถ X-Ray ทำหน้าที่เสมือนด่านเคลื่อนที่ มีความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงในการตรวจจับสิ่งผิดกฎหมายต่างๆที่ซุกซ่อนมาในยานพาหนะโดยไม่ต้องลงจากรถหรือเปิดประตู อีกทั้งยังแสดงลักษณะของสิ่งของบรรทุกภายในได้ชัดเจน เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางถนน หรือท่าเทียบเรือตามชายฝั่งทะเลที่มีการลักลอบขนสินค้า สิ่งเสพติด หรือคนต่าด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองได้อีกด้วย

3. เครื่องสแกนบุคคลมิลิมิเตอร์เวฟ เครื่องแสกนวัตถุที่ซุกซอนในร่างกาย สำหรับสแกนที่ราชการหรือที่สาธารณะที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น สนามบิน ศาลากลาง ฯลฯ

4.เครื่องตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายความละเอียดสูง เครื่องตรวจค้นสารเคมีและสารเสพติดที่มีความแม่นยำสูงโดยใช้แผ่นทดสอบป้ายที่วัตถุต้องสงสัยแล้วนำเข้าเครื่องตรวจสามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นสารชนิดใด ช่วยตรวจสอบผู้ต้องสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.ถังขยะป้องกันระเบิด เป็นถังขยะชนิดพิเศษ สามารถกักการระเบิดไว้ภายในตัวโดยไม่ทำให้สภาพแวดล้อมข้างเคียงเสียหาย วางในจุดที่เป็นอาคารสถานที่มีคนพลุกพล่านมากๆ เช่น สนามบิน

6. ระบบไฟส่งสว่างแบบ Hybrid หรือ พลังงานแสงอาทิตย์ เบื้องต้น จำนวน 3 หมื่นต้น หรือ ใช้งบประมาณ 2.5 พันล้านบาท เสาไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล สะดวกรวดเร็วในการติดตั้งมีแสงสว่างมากพอที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน ย่อมสามารถช่วยลดการเกิดเหตุร้ายได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท