
ม.เกษตรฯขยับรับเออีซี...วางระบบสู่อนาคต
จากการจัดอันดับสมรรถนะของมหาวิทยาลัยบนโลกอินเทอร์เน็ต โดยใช้เกณฑ์ ตัวชี้วัด ด้วยจำนวนลิงก์ภายนอกที่เชื่อมกับเว็บไซต์มหาวิทยาลัย
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
จากการจัดอันดับสมรรถนะของมหาวิทยาลัยบนโลกอินเทอร์เน็ต โดยใช้เกณฑ์ ตัวชี้วัด ด้วยจำนวนลิงก์ภายนอกที่เชื่อมกับเว็บไซต์มหาวิทยาลัย ที่จัดโดย Cybermetrics Lab กลุ่มวิจัยของ Consejo Superior de Investigaciones Cientificas (CSIC) ประเทศสเปน โดยยกให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ติดอันดับที่ 1 ของประเทศไทย อันดับที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 12 ของเอเชีย อันดับที่ 166 ของโลก
วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มก. ระบุว่า ผลจากการจัดอันดับมาจากการวางแผน การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในระยะยาว ซึ่งผู้บริหาร มก. ในอดีตมองว่าสื่อสมัยใหม่จะถูกใช้เป็นสื่อกระจายความรู้ด้านต่างๆ ที่ มก. มีเพื่อนำไปเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนให้มากที่สุด โดย อาจารย์ยืน ภู่วรวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักคอมพิวเตอร์ของ มก. ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้
“อาจารย์ยืนวางรากฐานระบบไอทีไว้อย่างแข็งแกร่งที่ส่งผลด้านบวกต่อการทำงานมาจนถึงปัจจุบัน และคิดว่าจะเพิ่มสมรรถนะด้านไอทีไปเรื่อยๆ เรากำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะต้องเผชิญหน้ากับอีกหลายสิ่ง และเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยในอาเซียนต่างก็ต้องขับเคลื่อนในเรื่องนี้
เมื่อเราวางระบบไว้ดี เราก็ทำงานหรือเดินหน้าเรื่องต่างๆ ได้เร็ว และยังทำให้มองเห็นว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร และเราต้องเตรียมอะไรไว้ เช่นตอนนี้เราเปิดสอนวิศวกรรมการขนส่งระบบราง รถไฟความเร็วสูง” อธิการบดี มก. กล่าว
วุฒิชัย ระบุอีกว่า เมื่อทราบข้อมูลสำคัญที่เชื่อมโยงกับระบบที่มีก็จะนำไปสู่การต่อยอดงานได้ ตัวอย่างอีกเรื่อง เช่น เรารู้ว่า บริษัท โรลส์รอยซ์ ซึ่งผลิตเครื่องยนต์เครื่องบิน มาคุยกับรัฐบาลว่าจะตั้งฐานการผลิตครบวงจรในประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาการบินและอากาศยาน ก็เตรียมที่จะผลิตกำลังคนด้านนี้เพิ่ม
“แต่เราก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลเจรจาไปถึงไหนแล้ว เมื่อไม่มีข้อมูล ไม่มีระบบตรงนี้ เราก็คาดการณ์ไม่ถูกว่าต้องวางแผนอย่างไร ขณะที่ระบบการผลิตกำลังคนในสิงคโปร์ มาเลเซีย เขาดำเนินการอยู่ เราจึงควรคำนึงถึงปัญหาผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในระดับอุดมศึกษาก็จะไม่เกิดขึ้นในสาขาแต่ละด้าน” วุฒิชัย กล่าว
นั่นคือตัวอย่างการคิดอย่างเป็นระบบ ที่วุฒิชัยระบุ ซึ่งจะตอบสนองช่วงเปลี่ยนผ่านตามความจำเป็นและความต้องการของประเทศเป็นหลัก ต้องมีวิสัยทัศน์มองเห็นความต้องการและความจำเป็นด้านต่างๆ ในการพัฒนาประเทศ
ขณะที่การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะมหาวิทยาลัยของประเทศด้านเกษตรกรรม ซึ่งมีการส่งออกสินค้าเกษตรเป็นลำดับต้นๆ ทิศทางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนที่วางไว้ในอนาคต คือเพิ่มผลผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ให้สอดรับกับทิศทางการบริโภคอาหารของโลกและภูมิภาคอาเซียน
จุดแข็งและองค์ความรู้ด้านเกษตรที่สั่งสมมานานจะถูกนำไปพัฒนาและต่อยอด โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชื่อมั่นว่า ในอนาคตการเกษตรคือทางรอดของประเทศ บัณฑิตที่จบสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารจะสามารถช่วยในการเพิ่มจำนวนและมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร
“เราสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศอย่างครบวงจร ตั้งแต่การศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์วิจัย การทดลอง การพัฒนา และการผลิต รวมทั้งให้บริการวิชาการและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ ผลิตบุคลากรและให้บริการวิชาการแก่อุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง
ทั้งยังมีความพร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือที่ทันสมัย ผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัยและพัฒนาการบริการจัดการระบบต่างๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร มีองค์ความรู้เพื่อบูรณาการทรัพยากรด้านต่างๆ โดยมหาวิทยาลัยทั้ง 4 วิทยาเขต นำทั้งหมดที่มีมาเชื่อมโยงเป็นระบบ ยกระดับขีดความสามารถในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศและพร้อมเข้าสู่เออีซีได้” อธิการบดี มก. กล่าว
การเตรียมความพร้อมเข้าสู่เออีซีนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยได้ริเริ่มกำหนดทิศทางให้คณะต่างๆ สอนวิชาที่เกี่ยวกับอาเซียน เช่น คณะสังคมศาสตร์ สอนวิชาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะไอทีให้นักศึกษา
ขณะที่คณะมนุษยศาสตร์เพิ่มการสอนภาษามลายู เพราะประมาณครึ่งหนึ่งของอาเซียนใช้ภาษามลายู สอนภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลี
“แม้เด็กของเราจะทำงานเก่งกว่า แต่อาจจะไม่มีโอกาสพิสูจน์ฝีมือหากสมัครงานแล้วพูดสื่อสารกับต่างชาติไม่ได้ และก็อาจไม่ได้งานเพราะไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์” อธิการบดี มก. ย้ำ
วุฒิชัย ย้ำอีกว่า แผนผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดพร้อมทั้งหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับบุคลากรในอนาคต เป็นสิ่งที่สำคัญและต้องเริ่มวางระบบให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งรับทราบ โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเพื่อให้รู้ความต้องการที่แท้จริงของตลาดมากที่สุด
“รู้ว่าต้องผลิตกำลังคนด้านอะไร เพื่อกำหนดให้แต่ละมหาวิทยาลัยผลิตนักศึกษาตามสาขาที่ต้องการจะสร้างระบบที่มั่นคงแข็งแรงกว่า เพราะลำพังอธิการบดีมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งยังมีข้อจำกัดในข้อมูลด้านนี้
“ในอนาคตต้องตั้งเป้าว่าจะส่งวิศวกรไปทำงานที่อื่นให้มากยิ่งขึ้น ถ้าเราทำได้ก็หมายถึงรายได้เข้าประเทศที่ยกระดับจากกลุ่มแรงงานเดิม นำไปสู่ช่องการเพิ่มโอกาสให้แรงงานระดับปริญญาตรี
รัฐบาลควรมีบทบาทเป็นเจ้าภาพนำเรื่องนี้ให้เห็น รวมถึงควรสนับสนุนเอกชนที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดสู่ต่างประเทศให้มากขึ้น เช่น กรณีสวนนงนุช ซึ่งเคยแข่งจัดสวนที่เมืองเชลซีชนะทุกปี แต่รัฐก็ไม่เคยสนับสนุน ซึ่งหากสนับสนุนด้านโอกาสให้ได้งานในต่างประเทศมากขึ้น ภาคแรงงานซึ่งเป็นแพ็กเกจเดียวกันก็จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” วุฒิชัย ระบุ
เป้าหมายสำคัญของอธิการบดี มก. คือ มุ่งสู่ความเป็นเลิศในเอเชีย ที่จะต้องติดอันดับ 1 ใน 5 ภายใน 5 ปี สามารถผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพหลากหลายเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาธุรกิจการเกษตรของภูมิภาคนี้ให้ครอบคลุมที่สุด







