
ชำแหละตำรวจไทย ห่างไกลมืออาชีพ
นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา กำลังมองว่าวงการตำรวจไทย โดยเฉพาะการสอบสวนนั้นยังไม่พัฒนาไปสู่สากล
โดย...วัสยศ งามขำ
นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา กำลังมองว่าวงการตำรวจไทย โดยเฉพาะการสอบสวนนั้นยังไม่พัฒนาไปสู่สากล นั่นเป็นเพราะคดีจำนวนมากเมื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน หรือการเก็บรวบรวมหลักฐานแล้ว ไม่สามารถทำให้ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายได้เมื่อถึงชั้นศาล ขณะเดียวกันการที่ตำรวจไม่สามารถสลัดคราบทางการเมืองได้ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้วงการสีกากียังคงล้าหลัง
ไม่น่าแปลกใจเลยที่งานวิจัยหลายชิ้นที่เกี่ยวพันกับปัญหาอาชญากรรม จะออกมาในรูปแบบของความไม่เชื่อมั่นในองค์กรพิทักษ์กฎหมายอย่าง “ตำรวจ” เพราะความไม่ไว้วางใจของชาวบ้านต่อวงการสีกากีนั้น ปรากฏแจ่มแจ้งอยู่แล้วอย่างไม่ต้องอธิบาย อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญวิทยามองว่ากำลังเกิดความบกพร่องขึ้นในการบริหารงานยุติธรรมของตำรวจที่อ่อนด้อยและไม่มีมาตรฐาน
รศ.ดร.เดชา สังขวรรณ คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาชญาวิทยา หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานยุติธรรม และอาชญาวิทยาของเมืองไทย เขามองว่า แม้ว่าตำรวจไทยจะดูเป็นวิชาชีพและเป็นมืออาชีพมากขึ้น จับคนร้ายได้มากขึ้น แต่ในความเป็นมืออาชีพนั้นยังมีช่องโหว่อีกมาก จนทำให้ผู้ที่กระทำผิดหรือผู้ต้องหาไม่ได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งทำให้วงการตำรวจไทยยังห่างไกลจากคำว่า “มาตรฐานสากล”
“ในความเป็นจริงนั้น เมื่อคดีเกิดขึ้นตำรวจควรจะจับกุมให้ได้ทุกคดี หรือจับให้ได้เปอร์เซ็นต์สูงที่สุด แต่แม้กระทั่งจะทำได้เช่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงประสิทธิภาพ หากผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหานั้นหลุดคดีในชั้นศาล” อาจารย์เดชา กล่าว
เขากล่าวต่อว่า การจะวัดประสิทธิภาพที่แท้จริงนั้น จะต้องดูด้วยว่าศาลได้พิจารณาตัดสินผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับโทษตามที่ได้กระทำความผิดหรือไม่ ในเมืองไทยนั้นพบว่ามีการดำเนินคดีอาญาสูงก็จริง แต่เมื่อนำคดีนั้นไปสู่ศาล ผู้กระทำความผิดอาจหลุดรอดได้จำนวนมาก นั่นเป็นเพราะการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนเข้าขั้นที่เรียกได้ว่า “หลักฐานอ่อน” สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานสอบสวน และการเก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุที่ไม่รอบคอบ
“ในประเทศญี่ปุ่นมีสถิติการจับกุมผู้ต้องหาที่สูงมากเช่นกัน โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์หรือฆ่าคนตายนั้นจับได้แทบจะ 100% และส่วนใหญ่การรวบรวมหลักฐานก็มีประสิทธิภาพ ทำให้ทุกคดีศาลจะตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด ต่างกับเมืองไทยที่ตัวชี้วัดของงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าพนักงานสอบสวนมีปัญหา การจัดเก็บหลักฐานมีปัญหา จึงจำเป็นต้องพัฒนาอีกมาก ซึ่งในเรื่องนี้ตำรวจที่มาเรียกด้านการบริหารยุติธรรมก็ยอมรับ”
เขายังมองว่า ปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ตำรวจไทยไม่เติบโตเป็นสากล และไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตาชาวบ้าน ก็เพราะการเข้าไปคลุกคลีและมุ่งที่จะบริการฝ่ายการเมือง ตำรวจไทยในอดีตนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาตลอด กระทั่งปัจจุบันตำรวจบางคนก็ยังวิ่งหาฝ่ายการเมือง จึงไม่ได้พัฒนาเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง และมีการพัฒนาช้ากว่าองค์กรอื่นๆ ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่ความไม่น่าเชื่อถือของสาธารณชน ทั้งนี้ ในการวิจัยเรื่อง “การจัดทำตัวชี้วัดความยุติธรรมและความมั่งคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาอาชญาวิทยาทำขึ้นนั้นชี้ให้เห็นได้ชัดเจน
อาจารย์เดชา กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นนี้ว่า เป็นการสำรวจกลุ่มตัวอย่างใน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ เชียงราย อ่างทอง ฉะเชิงเทรา สุรินทร์ ขอนแก่น ตรัง และ จ.พัทลุง เพื่อสำรวจความเชื่อมั่นในความยุติธรรมเปรียบเทียบกันระหว่างตำรวจ อัยการ ทนายความ ศาล และราชทัณฑ์ โดยมีคะแนนเต็ม 10 พบว่า ตำรวจ ได้คะแนน 5.51 อัยการ 6.41 ทนายความ 5.93 ศาล 7.28 และราชทัณฑ์ ได้ 7 คะแนน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในกระบวนการยุติธรรมนั้น ตำรวจมีความเชื่อมั่นน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นต้นทางของการดำเนินคดี ขณะที่การสำรวจด้านความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการทำงานก็เช่นเดียวกัน ตำรวจได้คะแนนต่ำสุดอยู่ที่ 5.58 คะแนน ในขณะที่คะแนนสูงสุดเป็นศาลที่ได้ 7.35 คะแนน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้บ่งบอกว่าการที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นในตัวตำรวจ แล้วทำให้คดีอาชญากรรมเกิดขึ้นมากตามขึ้นมาด้วยหรือไม่ แต่อาจารย์เดชา กล่าวว่า “ทุกวันนี้หากเปรียบเทียบการเกิดคดีอุกฉกรรจ์กับต่างประเทศแล้ว ประเทศไทยยังสูงอยู่มาก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากกลไกในระบบยุติธรรม เช่น ตัวบทกฎหมาย ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ที่สำคัญการใช้ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนก็มีอิสระค่อนข้างสูง การจะจับไม่จับใครหรือไม่ ก็ไม่มีใครที่มากำกับดูแลตำรวจ”
อาจารย์เดชา กล่าวว่า ปัญหาข้างต้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนร้ายต่างชาติเข้ามาประกอบอาชญากรรมในเมืองไทย หรือหลบหนีคดีเข้ามาอยู่ในบ้านเรา ประกอบกับการเดินทางเข้าออกประเทศไทยนั้น การตรวจสอบบุคคลก็ยังทำได้ไม่เต็มที่ และแม้ว่าตำรวจจะจับคนร้ายได้ ผู้ต้องหาจำนวนมากก็หลุดคดีในชั้นศาล จากการรวบรวมพยานหลักฐานที่ไม่เป็นมืออาชีพ ทั้งหมดทั้งปวงทำให้คนร้ายต่างชาติเลือกที่จะเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด
เขากล่าวด้วยว่า เอกสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบยุติธรรมไทยเหล่านี้ได้ถูกนำไปแสดงแล้วในการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 10 (The 10th National Symposium of Justice Administration) ในหัวข้อการเสริมสร้างประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมเพื่อสังคมไทย (Enhancing Efficiency of Thai Justice System) เมื่อวันที่ 8-9 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เมืองทองธานี และคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง โดยเฉพาะตำรวจที่ควรจะต้องเก็บเกี่ยวไปศึกษา







