
ปล่อยหยวนลอยตัวกุญแจกระตุ้นเศรษฐกิจจีน
นับเป็นข่าวร้ายต่อเนื่องจากวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป และภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย สำหรับรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ล่าสุด ในไตรมาส 2 ของประเทศจีน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นับเป็นข่าวร้ายต่อเนื่องจากวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป และภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย สำหรับรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ล่าสุด ในไตรมาส 2 ของประเทศจีน
เพราะตัวเลขการเติบโตซึ่งขยายตัวอยู่ที่ 7.6% นี้ นอกจากจะเป็นการเติบโตที่ลดลงต่อเนื่อง 6 เดือนแล้ว ยังถือได้ว่าย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2551-2552
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า จีนกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างแท้จริง ซึ่งสถานการณ์อาจเลวร้ายถึงขั้นหมดมนต์ขลังให้ทั่วโลกได้หวังพึ่งพาในการเป็นเสาหลักกระตุ้นเศรษฐกิจโลก เหมือนเช่นที่เคยเป็นในอดีตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จากหลากหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า แม้ที่ผ่านมารัฐบาลแดนมังกรแห่งนี้ จะพยายามงัดเอาทุกกลยุทธ์ ขุดทุกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่การลดอัตราดอกเบี้ย การผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการลงทุน และการลดสัดส่วนอัตราเงินสำรองในธนาคารพาณิชย์ เพื่อหวังให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของตนเองยังสามารถเดินหน้าแข็งแกร่งต่อไปได้
แต่จนแล้วจนรอด เศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย และหมายเลข 2 ของโลกยังตกอยู่ในสภาพติดขัดชะงักงันไม่เป็นไปตามที่หวังเหมือนเช่นทุกวันนี้ เป็นเพราะว่ารัฐบาลจีนเกาไม่ถูกที่คัน หรือแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
และหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การ “เกา” ของจีนไม่ถูกจุดสักที เป็นผลมาจากการใช้นโยบายควบคุมค่าเงินหยวนที่ไม่ว่าอย่างไร รัฐบาลกรุงปักกิ่งก็ยังไม่ยอมปล่อยลอยตัวเสรีให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสียที
ทั้งนี้ ต้องยอมรับกันก่อนว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้เริ่มดำเนินมาตรการผ่อนคลายค่าเงินหยวนมาโดยตลอด เห็นได้จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นแบบต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยมีความเคลื่อนไหวเมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย. ที่แสดงให้เห็นเจตนาการปล่อยเสรีเงินหยวนของรัฐบาลจีนอย่างชัดเจน และนับเป็นการปฏิรูปค่าเงินหยวนเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี แถมยังได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือแม้กระทั่งคู่ค้าและคู่แข่งอย่างสหรัฐ
ในเดือนดังกล่าว ก่อนหน้าการประชุม จี20 เพียงไม่กี่วัน ธนาคารกลางแห่งชาติจีน (พีบีโอซี) ได้ตอบสนองนโยบายของนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่าของจีนประกาศขยายช่วงอัตราสูงสุดและต่ำสุดของอัตราการแลกเปลี่ยนเงินหยวน (Trading Band) กับเงินเหรียญสหรัฐออกไปเป็นด้านละ 1.0% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 0.5%
เรียกได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่า จีนมีพัฒนาการต่อการลอยตัวค่าเงินหยวนให้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดได้มากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การประกาศขยายอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนข้างต้น แม้จะมีความหมายว่า สกุลเงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวยืดหยุ่นได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เงินหยวนจะต้องแข็งค่าขึ้นอย่างที่บรรดาคู่ค้าหลายๆ ชาติของจีน โดยเฉพาะสหรัฐต้องการ
หลักฐานยืนยันก็คือ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเงินหยวนอ่อนค่าลงเพียง 1% เท่านั้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ขณะที่หนังสือพิมพ์ไชนา ซีเคียวริตี เจอร์นัล ของทางการจีนก็ออกรายงานแสดงความเห็นในเชิงยอมรับว่า จีนยังมีปัจจัยที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศ นั่นคือค่าเงินหยวนที่ยังคงอยู่ในระดับอ่อน
คำถามที่ตามมาก็คือว่า แล้วค่าเงินที่อ่อนเกี่ยวอะไรกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไร้ผลของจีนในขณะนี้ ในเมื่อค่าเงินที่อ่อนย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน โดยเฉพาะภาคการส่งออก เพราะทำให้สามารถส่งออกสินค้าไปขายตามที่ต่างๆ ทั่วโลกได้ในราคาถูกกว่า
คำตอบก็คือ การกระทำข้างต้นได้แสดงให้เห็นปัจจัยคุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว เนื่องจากการเติบโตที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการพึ่งพาตลาดภายนอกเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากตลาดส่งออกอ่อนแอย่ำแย่ ประเทศผู้ส่งออกอย่างเช่นจีน ย่อมต้องหนีไม่พ้นแรงโดนฉุดให้ย่ำแย่ตามไปด้วย
และตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนทุกวันนี้ซึ่งเชื่องช้าลงตามลำดับ ตามการเติบโตที่เชื่องช้าของทั้งในสหรัฐ และในยุโรปที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของจีน จากไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 8.9% มาอยู่ที่ 8.1% ในไตรมาสแรกของปี 2555 และอยู่ที่ 7.6% ในไตรมาสที่ 2 นับเป็นพยานวัตถุยืนยันได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ การปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามกลไกของตลาดถือเป็นปัจจัยช่วยที่เหมาะสมที่สุดของจีนที่จะเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้
เพราะค่าเงินหยวนที่แข็งขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชากรภายในประเทศของจีนเอง โดย จูชงชวง รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ในกรุงมะนิลา ระบุชัดเจนว่า การที่ครัวเรือนมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เศรษฐกิจของจีนย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะคึกคักตามไปด้วย
เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในหนทางการปฏิรูปทางเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างยั่งยืน โดยผลักรูปแบบการเติบโตให้เกิดขึ้นได้ด้วยการพึ่งพากำลังบริโภคภายในประเทศของตนเอง แทนที่จะอิงกับตลาดต่างชาติ ซึ่งถ้าหากค่าเงินหยวนอ่อน ประชากรภายในประเทศย่อมไม่มีแรงซื้อเพียงพอที่จะฉุดให้เศรษฐกิจประเทศสดใสได้ตามที่หวังไว้ได้
เพราะเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจภายในประเทศ เนื่องจากบรรดาเจ้าของธุรกิจจะมีต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการผลิตในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ขณะเดียวกันยังนับเป็นโอกาสดีที่จะลงทุนในต่างประเทศเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเองในอนาคต เช่น การสั่งซื้อเครื่องจักรหรือการขยายกิจการอื่นๆ
ขณะเดียวกัน การที่ต้นทุนการผลิตต่ำยังนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคของตลาดภายในประเทศอีกทางหนึ่ง เนื่องจากสินค้าที่ผลิตออกมาสามารถขายได้ในราคาถูก
สำหรับเหตุผลประการต่อมา เพราะค่าเงินหยวนที่แข็งขึ้นย่อมส่งผลดีต่อภาคการเงินของจีนเอง เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวสะท้อนให้โลกได้เห็นว่าจีนมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการจัดการเศรษฐกิจและการเงินของตนเอง
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่า อาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าอยู่แล้วให้ช้าลงไปอีก ดังนั้นหากไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้ไหวจริงๆ การลอยตัวค่าเงินหยวนให้เสรีได้มากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่น่าโสภาย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดแต่อย่างใด
ส่วนเหตุผลประการสุดท้าย เพราะเงินหยวนที่แข็งแกร่งจะส่งผลดีต่อสถานะทางการค้าของประเทศจีนบนเวทีโลก เนื่องจากการที่จีนมีอำนาจในการซื้อจะทำให้จีนกลายเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ ซึ่งแน่นอนว่า ในฐานะของการเป็นผู้ให้ จีนจะมีอำนาจต่อรองในเวทีการค้าและการเมืองโลก ซึ่งจะช่วยสร้างเศรษฐกิจมหภาคของจีนให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันยังไม่นับรวมถึงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่า การปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่า และเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้นจะส่งผลต่อการปรับสมดุลระบบการค้าโลกให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่สุดแล้วจะส่งผลต่อสถานะเงินหยวนของจีนเอง
กล่าวในอีกความหมายหนึ่ง ก็ต้องพูดว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินหยวนไม่เป็นที่ยอมรับมากเท่าที่ควรบนเวทีโลก เกิดขึ้นจากการที่นักลงทุนส่วนใหญ่รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสหรัฐ เห็นว่า รัฐบาลจีนแทรกแซงเงินหยวนให้ต่ำกว่าความเป็นจริงในตลาดจนทำให้จีนได้เปรียบประเทศอื่นๆ ดังนั้นหากจีนแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ค่าเงินของตนเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเหมาะสม ประเทศต่างๆ ย่อมวางใจที่จะใช้เงินหยวนเป็นตัวเลือกที่ได้รับการยอมรับให้ใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในการซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยตรงแทนสกุลเงินหลักอื่นๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้อย่างเงินเหรียญสหรัฐ เงินเยนญี่ปุ่น และเงินยูโร ของยุโรป
ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมองในระยะสั้นการปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้ามองกันในระยะยาวแล้ว หากจีนไม่คิดกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยพลังภายในของตนเองให้เป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เมื่อนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็คงต้องเผชิญกับคำว่า ขึ้นๆ ลงๆ ต่อไป!







