
วิสัชนา...สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (2)
ถาม : พระอานนท์ได้มีความกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธองค์ถึงเพียงนั้น ทำไมท่านจึงได้สำเร็จพระอรหันต์ช้ากว่าองค์อื่นๆ
ถาม : พระอานนท์ได้มีความกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธองค์ถึงเพียงนั้น ทำไมท่านจึงได้สำเร็จพระอรหันต์ช้ากว่าองค์อื่นๆ
พระคุณเจ้า : ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะพระอานนท์มีความรัก มีความเคารพ มีความห่วงใยในพระพุทธเจ้ามาก เพราะความกตัญญูอย่างมาก ความรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าอย่างมาก ในเมื่อมีความระลึกถึงพระคุณพระพุทธเจ้า มีความเป็นห่วง เป็นใยในความเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้าก็มีมาก เพราะความกังวลอันนี้เองเป็นอุปสรรค ทำให้พระอานนท์บรรลุพระอรหันต์ช้า
ความห่วง ความกังวลก็เป็นสังโยชน์ ซึ่งต้องพิจารณาและสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ท่านก็ละได้แล้ว โดยวิสัยของพระโสดาบัน เป็นผู้กตัญญูรู้คุณ เป็นความห่วง โดยเฉพาะการเอาใจใส่พระพุทธเจ้า เพราะเหตุนี้เองเป็นเหตุให้พระอานนท์บรรลุพระอรหันต์ช้า แต่ถ้าโดยวิสัยของพระอานนท์แล้ว พระอานนท์นั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงทำนายไว้ก่อนหน้าแล้ว คือ พระอานนท์จะสำเร็จพระอรหันต์ในวันปฐมสังคายนา ด้วยพระอานนท์นี้ได้สร้างบารมีมาว่าจะให้ตนเองสำเร็จพระอรหันต์ให้วันสำคัญ เพื่อจะได้เป็นประวัติศาสนาให้คนอื่นได้ศึกษาด้วย เรื่องนี้ได้เล่าติดต่อกันมาเป็นตัวอย่าง
และอีกตัวอย่างเกี่ยวกับความเป็นห่วง ความกังวล มีพระภิกษุ 30 รูป ไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า มีมหาอุบาสิกาเป็นโยมอุปัฏฐากคอยถวายจังหัน การปฏิบัติพระคุณเจ้า 30 รูปนั้น และมหาอุบาสิกานั้น ก็ตั้งใจปฏิบัติต่อพระเถระทั้ง 30 รูปนั้นเป็นอย่างดี
ครั้นเมื่อปฏิบัติแล้ว มหาอุบาสิกาได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เมื่อสำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็นึกสงสัยว่าพระคุณเจ้าของเรานี้จะสำเร็จพระคุณธรรมขั้นใดหรือไม่หนอ ท่านพระโสดาบันอุบาสิกาที่ได้พิจารณาแล้วทราบว่า พระคุณเจ้าแต่ละองค์นั้นยังไม่สำเร็จมรรคผลใดๆ แล้วก็พิจารณาต่อไปว่า เหตุใดจึงไม่สำเร็จ ขัดข้องอะไร พระโสดาบันอุบาสิกาก็ทราบว่าขัดข้องเรื่องอาหาร พระบางรูปชอบเผ็ด พระบางรูปชอบหวาน พระบางรูปชอบเปรี้ยว เมื่อไม่ได้อาหารที่ถูกใจ จิตก็ไปกังวลอยู่ที่นั่น จึงเป็นอุปสรรคแก่การที่จะบรรลุคุณธรรม
เมื่อมหาอุบาสิกาทราบอย่างนั้น รุ่งขึ้นวันใหม่ ท่านก็จัดอาหารให้ถูกกับจริตของพระภิกษุสงฆ์ทั้ง 30 รูป องค์ไหนชอบอย่างไรก็จัดถวายอย่างนั้น และแล้วเมื่อพระต้องการอะไรขึ้นมา ก็จัดให้ถูกต้องตามอัธยาศัยของพระ จนกระทั่งพระทั้ง 30 รูปนั้นเกิดความละอายแก่ใจ คิดอะไรท่านมหาอุบาสิกาก็รู้หมด จัดให้ถูกต้องตามที่ต้องการ พระเหล่านั้นก็พากันลามหาอุบาสิกาไปกราบพระพุทธองค์ ทิ้งมหาอุบาสิกาไว้ในป่าเช่นนั้นแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อไปถึงพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็รับสั่งความว่า พวกเธอยังมีความสุขสบายดีหรือ โยมแม่ของพวกคุณสบายดีหรือ เป็นอย่างไรทำไมถึงหนีโยมแม่มาเสียเล่า พระภิกษุผู้เป็นหัวหน้าได้ทูลพระพุทธเจ้าว่า ไม่สามารถจะอยู่กับมหาอุบาสิกานั้นได้ เพราะเมื่อคิดอะไรท่านก็รู้หมด คิดอะไรก็รู้หมด เลยเกิดอายท่าน ก็หนีทิ้งท่านมา พระพุทธเจ้าก็รับสั่งว่า นั่นแหละพวกเธอควรจะอยู่กับมหาอุบาสิกานั่นแหละ มหาอุบาสิกาเป็นคุณแม่ของคุณหลายภพหลายชาติมาแล้ว เลี้ยงพวกเธอมาหลายภาพหลายชาติ ชาตินี้ก็มาทำหน้าที่เลี้ยงพวกเธอให้ได้รับความดิบความดี เพราะฉะนั้นจงพากันกลับไปอยู่กับโยมแม่ของพวกเธอเสีย แล้วพระภิกษุทั้งหลายก็กราบลาพระผู้มีพระภาคเจ้า กลับไปอยู่ร่วมกับมหาอุบาสิกาในป่าซึ่งเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรม
ดังนั้น พระแต่ละองค์ก็พิจารณาความเหมาะสม โดยพิจารณาว่าอาหารทั้งหลายทั้งปวงที่เราได้มา ด้วยการบิณฑบาตด้วยลำแข้งเป็นอาหารที่เหมาะสม เป็นอาหารที่คู่ควรแก่การเลี้ยงชีวิต เราจะบริโภคอาหารเหล่านี้โดยไม่สำคัญมั่นหมายในรสชาติ เพียงแต่ว่าจะบริโภคอาหารเหล่านี้เพื่อให้มีชีวิตยังอยู่ เมื่อชีวิตยังอยู่ก็จะแสวงหาความดี ความงาม ความรู้เพื่อบรรลุธรรมมรรคผล นิพพาน เมื่อจิตใจวางลงเป็นกลาง แล้วก็สำเร็จพระโสดา สกทาอนาคา และพระอรหันต์ ตามลำดับ เว้นได้แต่พระภิกษุผู้เป็นหัวหน้าสำเร็จแค่พระโสดาบันเท่านั้น
ทีนี้ท่านมหาอุบาสิกาก็ได้พิจารณาดู พระทั้งหลายเหล่านั้นได้สำเร็จพระอรหันต์ไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่พระเถระผู้เป็นหัวหน้าเท่านั้นยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ เพราะท่านเป็นกังวลที่จะควบคุมดูแลตักเตือน ความกังวลอันนี้จึงเป็นอุปสรรคทำให้ท่านสำเร็จพระอรหันต์ช้ากว่าภิกษุผู้เป็นลูกศิษย์ทั้งหลาย เมื่อมหาอุบาสิกาพิจารณารู้ว่าพระเถระผู้เป็นหัวหน้าไม่สำเร็จพระอรหันต์ ได้แต่เพียงพระโสดาบันเท่านั้น ก็ทรงพิจารณาว่าขัดข้องอะไร ท่านก็ส่งภูมิจิตไปบอกกระแสจิตของพระเถระผู้นั้น ก็ก้าวไปหน้าไปสู่ภูมิจิต ภูมิธรรม จนสามารถบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ สามารถระลึกชาติหนหลังได้ และได้รู้ว่ามหาอุบาสิกาที่เป็นโยมอุปัฎฐากชาติก่อนเคยเป็นภรรยาของตน แล้วก็เอาอาวุธยื่นให้โจรฆ่าตนเองตาย
พอรู้ขึ้นมาอย่างนั้น ความโกรธมันก็เกิดขึ้น มหาอุบาสิกาท่านก็ส่งจิตไปคอยควบคุม คอยให้คำเตือนอยู่เสมอ ว่าท่านพระคุณเจ้าอย่าไปโกรธ ให้ระลึกถอยหลังไปอีกชาติหนึ่ง พอระลึกถอยหลังไปแล้ว ก็รู้ว่าในชาตินี้มหาอุบาสิกาเป็นภรรยาโจร พระภิกษุรูปนี้ถูกโจรจับไปฆ่า มหาอุบาสิกาคนนี้ขอชีวิตไว้เลยสำนึกถึงความดีของมหาอุบาสิกา ความโกรธก็ระงับไป จิตก็แจ่มใสได้สำเร็จพระอรหันต์
ถาม : ขอเรียนถามว่า พระโสดาบันนี้สามารถรู้จิตของคนอื่นได้แล้วหรือเจ้าคะ
พระคุณเจ้า : พระโสดาบันสามารถรู้จิตของคนได้แล้ว แม้ผู้ที่ยังไม่สำเร็จพระโสดา เป็นแต่เพียงทำสมาธิฝึกจิตให้ชำนิชำนาญ สามารถทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมถะจนชำนิชำนาญ สามารถเข้าสมาธิออกสมาธิได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ แม้ภูมิจิตยังอยู่ในวิสัยของโลกีย์ เป็นโลกียธรรม ก็สามารถรู้จิตของคนอื่นได้
สมาธิที่อบรมดีแล้ว เป็นฐานให้เกิดปัญญาและอิทธิปาฏิหาริย์ เช่น การล่วงรู้จิตใจของคนอื่น ก็เป็นอำนาจกำลังของสมาธิ สมาธิขั้นสมถะทำจิตให้เป็นอัปปนาสมาธิ หรือได้ฌานตั้งแต่ปฐมฌานจึงจตุตถฌานนี้ จะสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ต่างๆ และล่วงรู้จิตใจของคนต่างๆ ได้ แต่ถ้าจิตยังมั่นอยู่ในขั้นสมถะ แต่ถ้าหากว่าจิตมันก้าวขึ้นสู่ภูมิรู้ภูมิธรรมเข้าสู่ภูมิวิปัสสนา จ้องพิจารณาอะไรอยู่ สภาวธรรมที่เป็นพระไตรลักษณ์ การใช้ความคิด การใช้ปัญญา จิตที่ค้นคว้านั้นบางครั้งอาจจะทำให้กำลังของสมาธิอ่อนลง มัวมาค้นคว้าอยู่กับสภาวธรรมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กำลังของสมาธิขั้นสมถะย่อมอ่อนกำลังลง ไม่สามารถที่จะล่วงรู้เหตุการณ์ต่างๆ ได้ แม้แต่สภาวะจิตของตนเอง
การล่วงรู้จิตของคนอื่นก็ดี การล่วงรู้อนาคตที่ยังไม่มาถึงก็ดี ผู้ภาวนามิใช่ว่าจะรู้ได้กันทุกท่านก็หาไม่ สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นไปตามวาสนาบารมี
บางท่านก็สามารถทำจิตให้สงบ รู้สภาพความเป็นจริงของตนเองและรู้อุบายที่จะแก้ไขจิตของตนเอง ว่าส่วนใดที่มันขาดตกบกพร่อง ส่วนใดที่มันเกิน สามารถรู้และปรับปรุงให้อยู่ในลักษณะสม่ำเสมอ คือ ความเป็นมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลาง มีภูมิความรู้ได้ เพียงแค่นี้ แต่บางท่านพอภาวนาจิตสงบลงไปหน่อย ก็เป็นสมาธิยังไม่ชำนิชำนาญเท่าใดนัก สามารถรู้โน่น รู้นี่ เห็นได้ชัดเจน
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นแต่เพียงผลพลอยได้ของสมาธิ ไม่ใช่สิ่งที่นักปฏิบัติมุ่งหวังให้เกิดผลอย่างนั้น ในเมื่อทำจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่ดีแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่มีสมาธิอย่างมั่นคง เพราะสมาธิเป็นพื้นฐานให้เกิดวิชา วิปัสสนาจัดว่าเป็นวิชาอันหนึ่ง เป็นผลเกิดสืบเนื่องมาจากจิตเป็นสมาธิ เพราะหลักมีอยู่แล้วว่า ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมจิตให้เกิดปัญญา และปัญญาย้อนกลับมาอบรมจิตที่มันจดจ้องอยู่ ซึ่งในขณะนั้นลักษณะของปัญญาฟอกจิตหรืออบรมจิตนั่นเอง จิตจะมีลักษณะนิ่งสงบ สว่างไสว ไม่มีความอ่อนไหวใดๆ แม้สิ่งที่ผ่านเข้ามา จิตจะสว่างไสวอยู่อย่างนั้น
ปัญญาก็เกิดขึ้นมามากมายและรวดเร็ว จิตยิ่งสว่างไสวยิ่งบริสุทธิ์สะอาดยิ่งขึ้น เพราะความรู้ที่ผุดขึ้นมาภายในใจนั้น เป็นภูมิความรู้ เป็นภูมิปัญญาของจิต จิตปรุงขึ้นมาสำหรับซักฟอกตนเองให้มีความรู้ กิริยาที่จิตนิ่งเกิดความรู้ขึ้น ความรู้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นอะไร สักแต่ว่ามีความรู้ปรากฏขึ้น แต่มันก็มีอยู่อย่างนั้น เป็นอยู่อย่างนั้น สิ่งรู้ก็รู้อยู่อย่างนั้น สิ่งที่ไม่รู้ก็ปรากฏอยู่อย่างนั้น เรียกว่าอะไรจิตไม่ยอมเรียกชื่อ
ตอนนี้จิตรู้สัจจธรรม ซึ่งอยู่เหนือสมมติบัญญัติ แม้แต่สัจธรรมที่ปรากฏขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติในลักษณะนี้ ผู้ปฏิบัตินั้นไม่สามารถเรียกชื่อธรรมะที่ปรากฏขึ้นในจิตได้ว่า นั่นคืออะไร นี่คืออะไรก็ตาม แต่ภูมิความรู้อันนี้ สามารถทำจิตให้สงบ สว่างและรู้ยิ่งเห็นจริงได้ เป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติในภูมิรู้ ภูมิธรรม ของผู้ปฏิบัติธรรมะขั้นนี้ ผู้ที่มีภูมิจิตละเอียดย่อมมีภูมิจิตขั้นละเอียดเดินอยู่ในระดับนี้
การปฏิบัติของเราในขั้นนี้ไม่ต้องไปกำหนดจดจ้องดูอะไรมากมาย เพียงแต่กำหนดดูที่จิตของตนเองเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดที่จิต ความโง่ความฉลาดก็เกิดที่จิต ธรรมะทั้งหลายนั้นมันเกิดจากจิตทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจ้องดูตรงจุดที่มันเกิดอย่างเดียว อะไรเกิดขึ้นมาเราก็รู้ เมื่อรู้แล้วอย่าไปปรุงไปแต่ง เป็นแต่เพียงกำหนดรู้ เมื่อรู้แล้วก็ปล่อยวางไป ในขั้นนี้จิตมันจะกำหนดรู้ของมันเองโดยอัตโนมัติ ผู้ปฏิบัติมิได้ตั้งเจตนาหรือมีสัญญาใดๆ เอาไว้ อันนี้เป็นภูมิจิตเดินอยู่ในภูมิธรรมชั้นสูง การนิ่งเด่นของจิต มีความเป็นกลาง นิ่งเฉยโดยเที่ยงธรรม ประกอบด้วยความสว่างไสวที่ปรากฏอยู่
นั่นคือ จิตดำรงอยู่ในอริยมรรค ซึ่งเป็นการประชุมพร้อมของมรรค คือ มรรคสมังคี ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรค 8 ประชุมลงเป็นหนึ่ง ย่อมสามารถปฏิวัติจิตของผู้ปฏิบัติให้ดำเนินไปสู่ภูมิจิตธรรมให้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์แห่งสัจจธรรม
ถาม : ดิฉันมีความยึดมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงพระเดชพระคุณบรรพบุรุษของไทยทั้งหลายว่า ถ้าท่านมิได้รักษาแผ่นดินไว้
กัน ก็ทำให้คลายความโกรธลง อยากเรียนถามท่านว่า การระลึกถึงพระคุณของท่านและการกรวดน้ำให้ท่าน จะมีหวังถึงอนุโมทนาได้หรือไม่เจ้าคะพระคุณเจ้า : มีหวังจะอนุโมทนาได้ถาม : อยากขอให้พระคุณเจ้านั่งแผ่เมตตาให้กับพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ขอให้ท่านได้มีความร่มเย็นเป็นสุขพระคุณเจ้า : อันนี้รู้สึกเป็นกิจวัตรที่ได้กระทำเป็นประจำอยู่แล้ว ถาม : อยากจะเรียนถามอาจารย์ว่า เคยฝันถึงท่านพระพุทธยอดฟ้า เคยฝันถึงท่านหลายครั้ง ไม่ทราบว่าฝันถึงท่านเองหรือใจนึกถึงพระคุณเจ้า : พลังใจที่ได้เคารพบูชา ที่มีความกตัญญูกตเวทีในบรรดาพระบรมมหากษัตราธิราชเจ้าทั้งหลายในอดีตนั้น ย่อมเป็นพลังอันหนึ่งซึ่งสามารถทำให้จิตใจของท่านปฏิวัติถึงท่านทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยความแน่นอน ซึ่งโดยปกติแล้ว ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของความดี ผู้ที่มีความ กตัญญูกตเวทีนั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรมเป็นพื้นฐานให้เกิดความดี ดังนั้นการที่ได้ฟังเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิภาวนา ที่คิดว่ายังไม่เป็นยังไม่ชำนาญนั้น เพราะความกตัญญูกตเวทีอันนี้ จะช่วยเกื้อกูลอุดหนุนน้ำใจของท่านให้ดำเนินไปสู่สมาธิที่ถูกต้อง
เท่าที่เคยได้ฟัง ที่วัดป่าสาลวันเมื่อครั้งนั้นว่า เมื่อระลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จิตสงบสว่างลงไปแล้วหายหวาดกลัวในสิ่งต่างๆ อันนี้ คือ จิตของท่านมีสมาธิและเข้าสมาธิได้ง่าย แต่การทำสมาธิในบางครั้งบางคราวนั้น เราอาจจะไม่สมประสงค์ในการกระทำ คือ จิตอาจไม่มีความสงบตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นการสะสมกำลังไว้ เมื่อเวลาเหมาะสมเมื่อใดจิตจะสงบลงเป็นสมาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขณะใดที่เกิดความหวาดกลัว กลัวว่าจะมีภัยอันตรายเกิดขึ้นจิตของผู้ปฏิบัติเป็นผู้อบรมอยู่เป็นประจำนั้น จะวิ่งเข้าสู่ความเป็นสมาธิโดยไม่ได้ตั้งใจอันนี้เคยปรากฏการณ์ให้อาตมาได้ทราบหลาย
ครั้งหลายหน ในชีวิตนี้เคยรถคว่ำถึง 2 หน ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2520 ไป จ.อุบลราชธานี กลับมาจะถึง จ.นครราชสีมา อยู่แล้ว ห่างเพียง 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น รถคว่ำที่โค้งด่านเกวียน เขตตัวเมืองครราชสีมา ขณะที่รู้สึกตัวว่าเกิดอันตราย จิตจะวิ่งเข้าสู่ความเป็นสมาธิโดยไม่ได้ตั้งใจอันนี้เคยปรากฏการณ์ให้อาตมะได้ทราบหลายครั้งหลายหน ในชีวิตนี้เคยรถคว่ำถึง 2 หน ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2520 ไปจังหวัดอุบลฯ กลับมาจะถึงจังหวัดนครราชสีมาอยู่แล้ว ห่างเพียง 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น รถคว่ำที่โค้งด่านเกวียน เขตตัวเมืองนครราชสีมา ขณะที่รู้สึกตัวว่าเกิดอันตราย จิตจะวิ่งเข้าสู่ความเป็นสมาธิโดยไม่ได้ตั้งใจ ในขณะนั้นรู้สึกตัวว่าตัวเองลอยอยู่บนอากาศ บริเวณรอบๆ สว่างไสวไปทั่วหมด ทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ภายในจิตคล้ายๆ กับว่ามันสั่งให้รถหลบเสาซีเมนต์ข้างถนนซึ่งเขาปักเอาไว้เป็นแถว เมื่อมองดูแล้วก็มองเห็นต้นเสาแต่ละต้น คล้ายมันปรากฏและรถหลบเสาซีเมนต์นั้นไปได้ แต่ต้นสุดท้ายที่รถจะไปปะทะมันมืดมองไม่เห็นต้นเสา รถก็ไปปะทะต้นเสาซีเมนต์นั้น แล้วรถก็พลิกคว่ำลงไป
คงจะเป็นเพราะเดชะบุญจิตวิ่งเข้าสู่สมาธิโดยไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง ทำให้อาตมภาพและทุกคนในรถไม่เป็นอันตรายดูสภาพของรถแล้วรู้สึกว่าเสียหายมาก ใครๆ มองดูแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีใครเหลือสักคนที่นั่งไปในรถ อันนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2525 ที่ผ่านมาครั้งนี้จะไปรับถวายที่ดิน ที่เขาอุทิศให้สร้างวัด พอรถไปถึง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ห่างจาก อ.นางรอง ประมาณ 13 กิโลเมตร บังเอิญรถยางแตกทั้งข้างหน้าและข้างหลังพร้อมกัน รถวิ่งลงไปข้างถนนเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะนั้นคล้ายๆ ตนเองลอยขึ้นไปบนอากาศ รู้สึกตัวเองต่อเมื่อรถมันหายกลิ้งแล้ว พอรถหยุดได้ถามว่ามีใครเป็นอะไรบ้างไหม เขาบอกว่าไม่มีอะไร ไม่มีใคร
เจ็บเหตุการณ์ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นคล้ายๆ กัน แปลกตรงที่ว่าไม่ได้ตั้งใจเข้าสมาธิ พอเกิดขึ้นแล้วมันเกิดขึ้นของมันเอง จึงได้คติมาเตือนใจบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้ระลึกไว้ดีควรระลึกไว้จนมันติดนิสัย บางครั้งมิได้ตั้งใจจะนึก จิตจะนึกขึ้นมาเองว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ บางครั้งเมื่อทำอะไรผิดพลาด แทนที่จะไปนึกอย่างอื่นกลับมานึก พุทโธ ธัมโม สังโฆ และพูดออกมาโดยมิได้ตั้งใจ อันนี้เพราะอาศัยจิตติดอยู่กับ พุทโธ ธัมโม สังโฆ นั้น
เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นมา จิตมันก็วิ่งเข้าหาพุทโธโดยมิได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาจะสิ้นใจ ถ้าหากว่าเราไม่ได้สร้างพื้นฐานลมหายใจทุกข์เวทนาต่างๆ มันจะมารบกวน จะทำให้จิตไขว่คว้าหาที่พึ่ง ถ้าว่าเราไม่นึกถึงอะไรให้มั่นคงไว้สักอย่างหนึ่งจิตก็จะไม่มีที่ยึด ก็จะไขว่คว้าไปต่างๆ บางทีอาจจะไปเกาะสิ่งที่เป็นอบายภูมิ เพราะจิตไม่มีที่พึ่งที่ระลึก จิตนั้นก็จะไปสู่อบายภูมิ เป็นสภาพที่ๆ ไม่มีความเจริญ พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี่เป็นพุทธานุสติ ธรรมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ แม้จิตจะไม่สงบก็ตามเป็นพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ







