
ประสิทธิภาพอยู่ไหน?
ผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปนัดพิเศษ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 15-17 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนที่ติดตามฟังการอภิปรายได้หูตาสว่าง และต้องดิ้นรนหาทางช่วยตัวเองในการรับมือกับภัยน้ำท่วมในปีนี้มากขึ้น
ผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปนัดพิเศษ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 15-17 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนที่ติดตามฟังการอภิปรายได้หูตาสว่าง และต้องดิ้นรนหาทางช่วยตัวเองในการรับมือกับภัยน้ำท่วมในปีนี้มากขึ้น
เพราะเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ออกมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดซ้ำรอยปี 2554 ที่ผ่านมา กลับยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น
เนื่องจากเงินก้อนดังกล่าวนั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประธานกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ชี้แจงว่า มีการขอเบิกไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท แต่มีการเบิกใช้ตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจริงแค่ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ยังเหลือที่ต้องเบิกจ่ายมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเหลืออยู่อีก 3.4 แสนล้านบาท
หลักประกันที่รัฐบาลเคยประกาศให้ประชาชนวางใจในแผนการรับมือกับภัยน้ำท่วมที่ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายถึง 2.6 ล้านครัวเรือน และธนาคารโลกประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ดูเลื่อนลอยเต็มทน เมื่อเทียบเคียงกับระยะเวลาที่น้ำใหม่กำลังจะมาในอีก 4 เดือนข้างหน้า
แม้แต่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังต้องออกมาเร่งรัดให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณเพื่อซ่อมแซมประตูระบายน้ำบางโฉมศรี คันกั้นน้ำเชียงรากน้อย ประตูน้ำบางบัวทอง ที่มีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะหากไม่อนุมัติงบประมาณจะส่งผลกระทบต่อการแก้ไขน้ำท่วมในอนาคตได้
ภาพความเป็นจริงที่ฉายออกมาในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่บั่นทอนรัฐบาล และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างมาก
ในเมื่อเดือนที่ 7 กำลังจะผ่านไป แต่รัฐบาลยังไม่มีการดำเนินการใดที่เห็นเป็นรูปร่างให้เห็นความเชื่อมั่นที่เคยมีก็เริ่มถดถอย
หลายคนเริ่มมีความกังวลว่า การที่รัฐบาลจะมาเร่งรัดการทำงานในช่วงที่เวลาของปีงบประมาณเหลือน้อยลง อาจจะมีการเอื้อประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ แทนที่จะได้ผู้เข้ามาร่วมทำงานในโครงการดังกล่าวอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ยิ่งรัฐบาลเมินเฉยต่อการชี้แจงข้อเท็จจริงของการใช้เงินในโครงการฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ปี 2554 วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท ที่มีการเบิกจ่ายจากงบประมาณปี 2555 ไปแล้ว 1.1 แสนล้านบาท ว่าแต่ละโครงการอยู่ที่ไหน มีราคากลางจำนวนเท่าใด ยิ่งเมินเฉยต่อข้อกล่าวหาว่าเกิดการทุจริตเก็บค่าหัวคิวจากคนของรัฐบาล 35% ของงบประมาณที่ลงไปในพื้นที่ ยิ่งก่อให้เกิดความกลัวและหวาดระแวงต่อฝีมือการจัดการของรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น
ระยะเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ไป รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการให้เข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องทำให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดความโปร่งใส เปิดให้ประชาชนสามารถรับรู้ถึงแผนงานและโครงการในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา







