
"ปรองดอง" ตัวแปร สลายเครือข่ายอำนาจแม้ว
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันติวานิช
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันติวานิช
อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ นักวิจัยเชี่ยวชาญพิเศษ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เครือข่ายอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านการนำเสนองานวิจัย “เครือข่ายอำนาจ” ทักษิณ : โครงสร้าง บทบาท และพลวัต ที่ศูนย์สารนิเทศ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา
อุกฤษฏ์ วิเคราะห์ถึงเครือข่ายอำนาจทักษิณก่อนการรัฐประหารในปี 2549 ว่าอยู่ในรูปแบบพีระมิด ด้านบนสุด คือ กลุ่มไทยรักไทย ซึ่งหากดูในบริบททางการเมืองแล้ว นับว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่กลุ่มใด ที่มารวมตัวกันและเข้าไปมีความสัมพันธ์กับอำนาจของพรรคการเมือง พร้อมกับเข้าไปกำหนดนโยบายสาธารณะได้มากเท่ากลุ่มนี้
“หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นปกติของพวกที่ล้มระเนระนาดมักจะต้องเข้าไปหาคนที่เข้มแข็งกว่า คือ กลุ่มไทยรักไทย กลุ่มนี้ยังเกาะเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม เครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนาคาร และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจก่อสร้างที่ต้องติดต่อขอโครงการจากภาครัฐ การรวมตัวทั้งหลายล้วนเกิดจากเป้าประสงค์อันเกิดจากความทะเยอทะยานของนักการเมือง ไม่ได้หล่นมาจากฟ้าหรือมารวมตัวกันเองโดยธรรมชาติ”
อุกฤษฏ์ มองว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 เปิดให้รัฐบาลมีโอกาสพัฒนาประเทศมากขึ้นกว่าที่เป็น ประกอบกับบริบทของโลกเปลี่ยนไป ความเป็นเมืองเกิดขึ้นแทนที่ชนบท ประชาชนสนใจเรื่องของรายได้ การลงทุน ไม่สนใจระบบของราชการ เลิกติดต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหันมาติดต่อโดยตรงกับนักการเมืองที่เป็น สส. หรือ สจ. แทน สิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวสอดรับกับการเดินนโยบายของพรรคไทยรักไทย ที่นับว่าเป็นคุณูปการสำคัญอย่างมากของพรรค เพราะแต่ละนโยบายร้อยรัดกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อยู่ตรงกลางพีระมิด รวมถึงกองทุนหมู่บ้าน และวิสาหกิจชุมชนที่อยู่ล่างสุดของพีระมิดไว้อย่างเหนียวแน่น
“รัฐประหารปี 2549 ทำให้เครือข่ายอำนาจเหล่านี้หยุดทำงานไปชั่วครู่ แต่ไม่ได้หายไป” อุกฤษฏ์ ยืนยันและชี้แจงถึง “เครือข่ายอำนาจทักษิณรูปแบบใหม่” ซึ่งบรรจุในบทคัดย่อของงานวิจัยว่า ยังคงเป็นนักธุรกิจและนักการเมือง แต่เป็นเพื่อนคนสนิทและคนไว้ใจมากกว่าจะเป็นนักธุรกิจที่ล้มละลายจากวิกฤตปี 2540 แล้วมาสวามิภักดิ์ ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้านทหารตำรวจก็ยังคงเป็นเพื่อนและลูกน้อง โดยหน้าที่ของคนเหล่านี้เปลี่ยนมาเป็นการสนับสนุน “การเมืองมวลชน” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองหลักของ พ.ต.ท.ทักษิณและพวกพ้อง หลังรัฐประหาร
“คนรากหญ้าจึงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเครือข่ายอำนาจทักษิณ โดยมี นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน นักธุรกิจระดับกลางในต่างจังหวัดเข้ามาเป็นตัวผลักดันสำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำนาจนี้ แต่ยังคงเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้ เขาเป็นทั้งแรงบันดาลใจทางการเมือง เป็นที่มาของทรัพยากรที่ช่วยให้เครือข่ายอำนาจนี้มีชีวิตและเคลื่อนไหวต่อไป”
ส่วนกลุ่มเครือข่ายอำนาจเก่าที่ค้างมาถึงปัจจุบัน อย่างกลุ่มทุนอิมพีเรียลของ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีต สส. สมุทรปราการ หรือกลุ่มทุนโบนันซ่าเอง ก็ยังมีการปรับตัวมาเป็นบุคคลที่ให้พื้นที่เคลื่อนไหวของการเมืองมวลชน
นักวิชาการผู้นี้ ระบุอีกว่า ภารกิจของเครือข่ายอำนาจทักษิณมี 5 ข้อ คือ 1.การตรึงอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป 2.ลดความน่าเชื่อถือของบุคคลต้นคิดการรัฐประหาร 3.สลายแกนนำทหารที่มีที่มาจาก คปค. ซึ่งเป็นสาเหตุว่าเหตุใดที่ผ่านมาเครือข่ายทักษิณจึงไม่พอใจที่สมัคร สุนทรเวช ถูกล้มรัฐบาล เพราะเป็นการสูญเสียอำนาจรัฐครั้งที่ 2 โดยฝีมือของบุคคลกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นเครือข่ายทักษิณจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ได้ เพื่อช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา 4.นำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ และ 5.ทุกคดีต้องสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม อุกฤษฏ์ชี้ว่าเครือข่ายอำนาจนี้ยังมีความไม่คงที่ ยกตัวอย่างเช่น แกนนำมวลชนที่ไดนามิกส์เยอะ อย่าง ขวัญชัย ไพรพนา สามารถติดต่อโดยตรงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ ผลักดันการจัดตั้งมวลชนเคลื่อนไหวได้ แต่กลับการเมืองท้องถิ่น กลับไปขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทยเสียเอง รวมถึงการเลือกใช้ประโยชน์บางเวลาของ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็ทำให้แตกแยกได้เช่นกัน เมื่อกลับคืนสู่อำนาจรัฐกลับเลือกวิธีการปรองดองที่กันมวลชนออกไป เห็นได้ชัดจากการวิดีโอลิงก์ร่วมการปราศรัยครบรอบ 2 ปีราชประสงค์
“เครือข่ายอำนาจที่ระบุมามีความขัดแย้งในตัวมันเอง เนื่องจากมวลชนแตกออกเป็นหลายกลุ่ม ทั้งแดงท้องถิ่น แดงฝั่งซ้าย และกลุ่มนักการเมือง ที่ผ่านมาแดงท้องถิ่นมักพยายามกันแดงฝั่งซ้ายออกไปเพราะอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ทั้งนี้มองว่าปัจจัยสำคัญที่จะเป็นจุดแตกหัก คือ เงื่อนไขการปรองดอง ที่แต่ละฝ่ายล้วนมีความต้องการและตั้งเป้าหมายแตกต่างกัน สุดท้ายอาจส่งผลให้เครือข่ายนี้พังทลายได้ในที่สุด”







