
ปูมหลังสู่อำนาจตระกูลดังตะวันออก-อีสาน
การสร้างอำนาจและสะสมทุนใน จ.ชลบุรี เกิดขึ้น โดยศึกษาถึงความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและการเมืองในท้องถิ่น โดยต้องการวิเคราะห์ถึงโครงสร้างอำนาจขั้วเด่นขั้วเดียวและการสะสมทุนทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างอำนาจของตระกูลนักการเมืองใหญ่ในชลบุรี ผ่านการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ และประสบการณ์
การสร้างอำนาจและสะสมทุนใน จ.ชลบุรี เกิดขึ้น โดยศึกษาถึงความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและการเมืองในท้องถิ่น โดยต้องการวิเคราะห์ถึงโครงสร้างอำนาจขั้วเด่นขั้วเดียวและการสะสมทุนทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างอำนาจของตระกูลนักการเมืองใหญ่ในชลบุรี ผ่านการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ และประสบการณ์
โดยการนำเสนอของ ชัยยนต์ ระบุว่า จ.ชลบุรี มีการพัฒนาจากโครงสร้างอำนาจแบบหลายขั้วของนายทุนท้องถิ่น เช่น โครงสร้างสามขั้วอำนาจเชิงอิทธิพลของกลุ่มหลงจู๊ ก. ในทศวรรษที่ 2500 กลุ่มเสี่ย จ. และกลุ่มเสี่ย ฮ. แห่ง อ.บ้านบึง จนกระทั่งมาเป็นขั้วเดียวของตระกูลการเมืองใหญ่ หลังทศวรรษที่ 2530 ถึงปัจจุบัน การทำธุรกิจเริ่มต้นจากธุรกิจสีดำอย่างค้าของเถื่อน ธุรกิจหวย หักค่าหัวคิวในธุรกิจประมง ไปสู่การทำธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ระหว่างทางการสะสมทุน ตระกูลใหญ่แห่งเมืองชลบุรีก็ยังสร้างเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นบนความสัมพันธ์อุปถัมภ์ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงข้าราชการส่วนกลาง และนักการเมืองระดับชาติ โดยไม่ละทิ้งตระกูลใหญ่ในภาคตะวันออกด้วยกัน อาทิ ตระกูลใหญ่ใน จ.ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว หลังจากอำนาจทุกระดับอยู่ใต้การนำเบ็ดเสร็จ จึงได้ขยายอาณาจักรออกไปยังธุรกิจโรงแรมอสังหาริมทรัพย์และทำหน้าที่เคลียร์ในธุรกิจรับเหมา
อย่างไรก็ตาม หลังพรรคเพื่อไทยเรืองอำนาจ ผู้นำตระกูลต้องหลบหนีคดี และเปลี่ยนถ่ายไปสู่รุ่นลูกแทน ทำให้สูญเสียพื้นที่ทางการเมืองให้กับคู่แข่งทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ จนรุ่นลูกต้องกลับมาทำงานการเมืองระดับท้องถิ่นมากขึ้น รวมถึงสร้างทีมฟุตบอลจนมีชื่อเสียง ไปจนถึงการตั้งพรรคการเมืองระดับชาติของตัวเอง
ด้านชัยยนต์ได้เสนอวิธีแก้ปัญหา โดยปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจของท้องถิ่นผ่านการกระจายอำนาจ และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในสภาพัฒนาการเมืองของแต่ละท้องที่ รวมถึงปรับรูปแบบการเลือกตั้งกำนัน จากเดิมที่อยู่จนเกษียณอายุราชการ เป็นการแบ่งปันอำนาจภายในท้องถิ่น เพื่อลดการผูกขาดในจังหวัด
ขณะที่โครงสร้างอำนาจท้องถิ่นในตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ต้องอาศัยการทำงานของ3 วงแหวน คือ วงแหวนวงใน หรือกลุ่มผลักดัน ได้แก่ กลุ่มที่ช่วยให้นาย ช. ประสบความสำเร็จทางการเมือง ได้แก่ มารดานาย ช. นักจัดรายการวิทยุ นักหนังสือพิมพ์ และน้องชายซึ่งเป็นอดีต สว.
วงแหวนชั้นกลางเป็นกลุ่มส่งเสริม ได้แก่ กลุ่มบริษัทก่อสร้างของเครือญาติ กลุ่มข้าราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น กลุ่มบริษัทธุรกิจเกษตรของลูกชาย และกลุ่มนักการเมืองระดับชาติ โดยนาย ช. จะใช้กลุ่มนี้สร้างช่องทางในการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง
ส่วนวงแหวนชั้นนอกสุดเป็นกลุ่มสนับสนุน ได้แก่ กลุ่มบริษัทรับเหมา กลุ่มครู พระสงฆ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ซึ่งจะช่วยนาย ช. หาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยจะใช้ทั้ง 3 วง สังเคราะห์กับต้นทุนต่างๆ ที่มีอยู่ผลักดันตัวเองสู่อำนาจและรักษาฐานทางการเมืองให้ได้นานที่สุด
สรุปได้ว่า การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถสถาปนาโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นได้นั้น จะขึ้นอยู่กับผลรวมของขีดความสามารถธุรกิจของตนเอง ครอบครัว การขยายเครือข่ายทางสังคม ธุรกิจ ข้าราชการส่วนภูมิภาคท้องถิ่น และนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ซึ่งความยั่งยืนจะสามารถดำรงอยู่ได้ยั่งยืนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสร้างผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนในพื้นที่มากเพียงใด และกระแสพรรคการเมืองระดับชาติมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประชาชนจะให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ดีกว่า ทำให้สถานะความเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลและอำนาจทางการเมืองไม่มั่นคง จึงมีความเสี่ยงที่โครงสร้างอำนาจท้องถิ่นนั้นๆ จะถูกล้มล้างไปด้วยโครงสร้างอำนาจชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองระดับชาติที่เป็นที่นิยมในพื้นที่ได้







