posttoday
วิกฤต "ยุโรป" ลากยาว ยิ่งนาน ยิ่งแย่

วิกฤต "ยุโรป" ลากยาว ยิ่งนาน ยิ่งแย่

16 สิงหาคม 2555

หน้าบานผ่อนคลายกันไปอีกเปลาะหนึ่ง สำหรับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในแถบยูโรโซน

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หน้าบานผ่อนคลายกันไปอีกเปลาะหนึ่ง สำหรับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในแถบยูโรโซน เมื่อตัวเลขรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า เสาหลักอย่างเยอรมนีและบางประเทศสมาชิก เช่น เนเธอร์แลนด์ กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2555 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ปราศจากการขยับเปลี่ยนใดๆ

ขณะเดียวกันแม้ตัวเลขของทั้งยูโรโซนโดยรวมจะเติบโตแบบหดตัวที่ 0.2% แต่ก็นับเป็นการชะลอตัวที่น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า เมื่อพินิจพิจารณาจากความเป็นจริงของสภาพเศรษฐกิจ ปริมาณหนี้สาธารณะและภาวะการว่างงานทั้งหมดของภูมิภาคแห่งนี้ที่ไม่ค่อยจะโสภามากนักในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าข่าวดีข้างต้นจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตต) เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา เพียงพอที่จะทำให้ทั่วโลกเบาใจและวางใจกับวิกฤตหนี้สาธารณะได้แล้วใช่หรือไม่

คำตอบที่ได้ก็ยังคงเป็นคำว่า “ไม่”ไม่เปลี่ยนแปลง

เพราะปัญหาวิกฤตหนี้ยูโรโซนยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งเรื่องวิธีการใช้หนี้และเงินที่จะนำมาใช้หนี้

เพราะ 17 ชาติสมาชิกยูโรโซน โดยเฉพาะเสาหลักของภูมิภาคอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ยังคงปราศจากปัจจัยกระตุ้นที่จะช่วยเอื้อให้เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตในระยะยาว

และเพราะแนวทางการช่วยเหลือประเทศสมาชิกในกลุ่มที่กำลังประสบปัญหายังปราศจากความชัดเจน อีกทั้งยังขาดความร่วมมือร่วมใจกันอย่างแท้จริง

จนท้ายที่สุด ความอืดอาดยืดเยื้อได้ส่งผลให้วิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคลุกลามบานปลาย โดยมีตัวปัญหารายใหม่อย่างอิตาลีและสเปนเข้ามาเสริมทัพ แถมมีทีท่าว่าจะหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ยืนยันได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลอิตาลีและสเปน ซึ่งอยู่ที่ 5.9% และ 6.84% ตามลำดับ

สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ปัญหาทั้งหลายทั้งมวลของยุโรปไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ เลยแม้แต่น้อย

หรือแม้ว่าบรรดาผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะเร่งเครื่องผลักดันมาตรการจัดการปัญหาออกมามากมายในช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา

แต่จนแล้วจนรอด วิธีการทั้งหมดที่อียูเข็นกันออกมาได้นั้น หากไม่ติดขัดในข้อตกลงรายละเอียดปลีกย่อยที่รัฐบาลของแต่ละชาติสมาชิกต้องหารือถกเถียงกันก่อน ก็ส่งผลดีต่อตลาดเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่การจัดการกับปัญหาแบบยั่งยืนถาวรแต่อย่างใด

ยังไม่นับรวมถึงปัจจัยการเติบโตด้านเศรษฐกิจของเยอรมนี ยักษ์ใหญ่ของยุโรป ผู้นำและสปอนเซอร์คนสำคัญของภูมิภาคที่ยังคงเดินหน้าเติบโตต่อไปได้ เนื่องจากการค้าการส่งออก ไม่ใช่กำลังการบริโภคภายในของตนเอง ซึ่งส่งผลให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า การเติบโตในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างแน่นอน

วิกฤต "ยุโรป" ลากยาว ยิ่งนาน ยิ่งแย่

 

ทั้งนี้ ปัญหาที่ต้องแก้ไขอันดับแรกก็คือ ปัญหาของมาตรการแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะ ที่ยังคงคาราคาซังไม่สามารถดำเนินการให้คืบหน้าต่อไปได้ เริ่มต้นตั้งแต่ การโยนภาระให้อีซีบีทุ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหา และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อให้อัดเงินเข้าธนาคารในภูมิภาคยุโรปโดยตรง ไปจนถึงความร่วมมือในการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลืออย่าง กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอสเอฟเอส) ก่อนมาต่ออายุที่กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งจะต้องประกาศใช้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่พอเอาเข้าจริงแล้ว การที่รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องปรึกษาหารือกับสภาของตนเอง เพื่อให้อนุมัติว่าจะยอมนำเงินภาษีประชาชนไปลงขันร่วมด้วยกับกองทุนช่วยเหลือข้างต้นหรือไม่ ทำให้สุดท้ายกองทุนอีเอสเอ็มที่ยืนยันว่าช่วยได้แน่ ก็ดูจะไม่แน่อีกต่อไป

ขณะที่ปัญหาที่ต้องจัดการประการต่อมา คือ แนวทางการออกพันธบัตรยูโร (ยูโรบอนด์) ที่ผู้นำอียูส่วนใหญ่ รวมถึง มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี สนับสนุนอย่างออกนอกหน้า ก็ติดขัดเสียงคัดค้านของผู้นำกลุ่มอียูและผู้ออกเงินรายใหญ่อย่างเยอรมนี ที่ยืนกรานไม่เอาด้วยท่าเดียว เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลให้ภาระต้นทุนการกู้ยืม (ผลตอบแทนพันธบัตร) ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 1.5% สำหรับพันธบัตรอายุ 10 ปีของตนเองมีความเสี่ยงว่าจะเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นผ่านซีเอ็นเอ็นว่า การกระทำของเยอรมนีเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดสักเท่าไรนัก และยังสะท้อนให้เห็นข้อผิดพลาดของยูโรโซนอย่างชัดเจน ที่มุ่งแต่จะใช้สกุลเงินเดียวกันโดยไม่ยอมแบกรับหนี้ที่เกิดจากการใช้เงินยูโรรวมกัน

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็เหมือนกับการสมมติว่า รัฐบาลกลางสหรัฐไม่ยอมออกพันธบัตร และปล่อยให้แต่ละรัฐออกพันธบัตรของตนเองซึ่งแน่นอนว่า ท้ายที่สุดแทนที่จะแก้ปัญหาหนี้ก็กลับกลายเป็นการพอกพูนหนี้ให้มากกว่าและหนักกว่าเดิม

และปัญหาติดขัดที่ต้องจัดการให้ลุล่วงให้ได้ เพื่อที่วิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรปยุติเสร็จสิ้นอย่างถาวรก็คือ เจตจำนงทางการเมือง

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ความมุ่งมั่นและสำนึกในความร่วมมือเพื่อความเป็นสหภาพยุโรปอย่างแท้จริง

ต้องยอมรับว่า ทุกแนวทางทุกมาตรการที่ออกมานี้มีเหตุให้ต้องสะดุด ชะงัก เลื่อน ผัดผ่อน หรือติดขัดมาโดยตลอด ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ ที่นำประเด็นของอียูมาใช้เพื่อเรียกคะแนนความนิยมหรือเสียงสนับสนุนจากประชาชนของบรรดานักการเมือง และอีกส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการที่แต่ละประเทศไม่ยอมเสียผลประโยชน์ ยอมเจ็บตัวเพื่ออียู

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันต่างเห็นตรงกันว่า ตราบใดที่สมาชิกในกลุ่มยูโรโซนปราศจากความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจ ซึ่งหมายรวมถึงการยอมสละอำนาจอธิปไตยของประเทศ ตราบนั้นวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ม้วนยาวที่ไม่มีวันจบสิ้น

หรืออาจต้องเจอประสบการณ์เจ็บปวดสุดๆ ประเภทการล่มสลายของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือสถาบันการเงินระดับยักษ์ของภูมิภาคก่อนที่จะยอมยุติปัญหาทั้งหมดก็เป็นได้!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท