
ลุ้น...ศาลปกครองตัดสินวันนี้
วันนี้ข้อพิพาทที่ดินป่าพรุแม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ซึ่งเครือสหวิริยา ผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กอันดับต้นๆ ของประเทศ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
วันนี้ข้อพิพาทที่ดินป่าพรุแม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ซึ่งเครือสหวิริยา ผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กอันดับต้นๆ ของประเทศ เตรียมก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจร น่าจะมีความคืบหน้าและชัดเจนไปอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจากศาลปกครองจะอ่านคำพิพากษา กรณีชาวบ้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของบริษัทในเครือสหวิริยา 18 แปลง พื้นที่กว่า 400 ไร่ ในพื้นที่ป่าพรุแม่รำพึง
จินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด อ.บางสะพาน ซึ่งคัดค้านการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กของเครือสหวิริยา เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยคณะอนุกรรมการที่ดินและป่าไม้ ตรวจสอบพบว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ หรือเป็นที่อยู่อาศัย และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่สมควรมีการออกเอกสารสิทธิ
“สภาพระบบนิเวศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ประกอบไปด้วย ป่ากระจูด ป่าจาก ป่าเสม็ด โดยเป็นป่าพรุที่สมบูรณ์อายุไม่ต่ำกว่า 300 ปี และในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเครือสหวิริยากลับไม่มีข้อมูลดังกล่าว นักวิชาการจากบริษัทที่ปรึกษาของโครงการโรงถลุงเหล็ก เสนอข้อมูลว่าเป็นป่าไม่สมบูรณ์และเป็นป่าบึงน้ำจืด แต่การเจาะสำรวจดินของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พบว่าเป็นป่าพรุมีสภาพสมบูรณ์ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว”
จินตนา เล่าว่า บริเวณที่ดินข้อพิพาทดังกล่าว กรมที่ดินได้ตรวจสอบเอกสารสิทธิพบว่ามี สค.บิน 1 แปลง และให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ แต่ยังไม่มีการเพิกถอน จึงเป็นที่มาทำให้ชาวบ้านต้องฟ้องศาลปกครอง
นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว จินตนา บอกว่า ยังมีที่ดินอีกแปลงหนึ่ง บริเวณด้านหลังท่าเรือน้ำลึกของเครือสหวิริยา พื้นที่กว่า 800 ไร่ ซึ่งเครือสหวิริยาได้นำเข้าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ 971 ล้านบาท กับธนาคารนครหลวงไทย ปัจจุบันเป็นธนาคารธนชาต
“แต่ที่ดินแปลงนี้บางส่วนกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกทับป่าสงวนแม่รำพึงไปแล้ว ดังนั้นการค้ำประกันเงินกู้ถือว่าเมื่อมีการเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจะเป็นการใช้หลักทรัพย์ด้อยค่ามาประกันเงินกู้ ผู้จำนองต้องหาหลักทรัพย์มาเปลี่ยนให้ธนาคารใหม่ ซึ่งเรื่องนี้สหวิริยาและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้กรมที่ดินยกเลิกคำสั่งดังกล่าว”
ประเด็นที่ต้องติดตาม มิใช่แค่ความคืบหน้ากรณีพิพาทที่ดินระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชน ที่น่าจับตายิ่งกว่าก็คือข้อสรุปของเมกะโปรเจกต์นิคมอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งเครือสหวิริยาผลักดันมากว่า 20 ปี
จินตนา เปิดเผยว่า ประเด็นที่ชาวบ้านกังวล เนื่องจากทราบมาว่าในการประชุมร่วมระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และเครือสหวิริยา เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนจากเครือสหวิริยาได้แจ้งต่อ กนอ.ว่า เรื่องที่ดินบริเวณดังกล่าวซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงถลุงเหล็ก และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมร่วมกับ กนอ.นั้น ได้มีข้อยุติแล้วตามคำสั่งศาล และพร้อมส่งเอกสารคำสั่งศาลให้แก่ กนอ.
จินตนา บอกว่า สิ่งที่ชาวบ้านกังวลและไม่เข้าใจก็คือ สิ่งที่สหวิริยาอ้างว่าเป็นคำสั่งศาลนั้นคืออะไร และเอกชนอย่างสหวิริยารู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร
“ในเอกสารสรุปประชุมของ กนอ. เมื่อ 17 ก.ค. มีเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเครือสหวิริยาจะได้กรรมสิทธิ์ถือครองพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าว ซึ่งถ้าเป็นจริงจะเท่ากับว่าบริษัทเอกชนล่วงรู้คำพิพากษาของศาลล่วงหน้าได้อย่างไร”
ช่วงเช้าวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา จินตนาพร้อมเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 8 องค์กร ได้นำชาวบ้านกว่า 200 คน เดินทางมาที่ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะออกเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อรอฟังคำพิพากษาศาลปกครองในวันที่ 15 ส.ค.
น่าติดตามอย่างยิ่งว่า คำพิพากษาของศาลปกครองกลางจะออกมาอย่างไร และอนาคตของชาวบ้านบางสะพาน ที่ต่อสู้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมชุมชนที่อยู่อาศัย พื้นที่ประกอบอาชีพประมงในฐานะแหล่งเพาะพันธุ์ปลาทูแหล่งใหญ่ กับเมกะโปรเจกต์อุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ จะมีข้อสรุปอย่างไร







