
'ดีเอสไอ'ผ่าทุจริตจำนำข้าว จุดอ่อนรับบาล...'ยิ่งลักษณ์'
เพียงแค่เริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าวตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีข้อถกเถียงกันมากว่า
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
เพียงแค่เริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าวตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีข้อถกเถียงกันมากว่า ที่สุดแล้วนโยบายนี้จะให้ประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างไร เพราะล่าสุดได้เกิดข้อท้วงติงจากหลายฝ่ายแล้วว่าอาจทำให้รัฐบาลขาดทุนได้มากถึงแสนล้านบาท โดยมีปัจจัยการทุจริตคอร์รัปชันในการบริหารจัดการโครงการ
เป็นผลให้นโยบายที่รัฐบาลเคยวาดฝันว่าจะช่วยเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดี กำลังกลายเป็นการสร้างภาระครั้งใหญ่ให้กับคนไทยทั้งประเทศที่ต้องเสียภาษีเพื่อลดการขาดทุนของรัฐบาล
แม่งานหลักในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในครั้งนี้คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้รับงานสำคัญ อธิบายกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงกระบวนการทุจริตเอาไว้อย่างน่าสนใจ
ก่อนอื่น มือปราบรายนี้เล่าถึงสาเหตุที่ต้องตั้งทีมเฉพาะกิจร่วมกันระหว่างดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เพื่อขุดรากถอนโคนการทุจริตว่า “กลไกที่มีอยู่เดิมยังไม่มีประสิทธิภาพ...”
“ดังนั้นการทำงานร่วมกันของ 3 หน่วยงาน จะทำการเข้าไปตรวจสอบจากข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร ข้อมูลการเป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งข้อมูลที่ได้จะระบุอยู่แล้วว่าเป็นชาวนาจริงหรือไม่ มีที่นาตรงตามที่ระบุหรือไม่ จากนั้นจะลงพื้นที่ดูที่นาจริง ถ้าไม่มีแต่ไปเช่าที่นาก็ต้องดูว่าสัญญาเช่ามีจริงหรือไม่”
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ ระบุอีกว่า ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ 10) เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ไปประจำจุดรับจำนำทุกแห่ง เพื่อเป็นการป้องปราม และหากชาวนาคิดว่าตัวเองกำลังถูกเอาเปรียบก็จะสามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบได้ทันที เช่น การใช้เครื่องในการวัดความชื้นได้มาตรฐานหรือไม่ หรือมีการใช้เทคนิคการโกงเอาความชื้นไปใส่ในข้าวก่อนตวง เป็นต้น
“รองนายกฯ เฉลิมได้กำชับการสืบสวนสอบสวนคดีโยงถึงใคร บุคคลนั้นจะถูกดำเนินคดีแน่นอน และไม่ต้องการให้โครงการรับจำนำข้าวเป็นจุดอ่อนต่อรัฐบาล อีกทั้งต้องการเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป แต่จะทำให้ระบบการตรวจสอบรัดกุมที่สุด เพื่อประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับ”
สำหรับการทุจริตการรับจำนำข้าวในเชิงโครงสร้าง พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวมีรูปแบบการทุจริตใน 4 ส่วน คือ 1.เกษตรกรที่นำพืชผลหรือข้าวเปลือกไปจำนำ มีการสวมสิทธิแอบอ้างเป็นชาวนามาขอจดทะเบียนรับรองเป็นเกษตรกรเข้าโครงการ ทั้งที่ไม่มีพื้นที่ทำนาจริง รวมถึงผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร อาทิ เกษตรตำบล เจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกครอบงำจากอิทธิพลในพื้นที่
2.โรงสี-ตลาดกลางโกงความชื้น กดราคาข้าวชาวนา เพราะเมื่อชาวนาเทข้าวเปลือกลงที่โรงสีแล้วก็เหมือนผีลงหลุม โรงสีให้ราคาน้อยชาวนาก็ไปเถียงอะไรไม่ได้ หรือผู้ที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับชาวนาอย่างเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) มีหน้าที่ออกใบประทวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างเอกชนน้อยประสบการณ์ หรือข้าราชการประจำจุด และตัวแทนเกษตรกร บางคนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการเมืองของโรงสีแห่งนั้น
3.โกงดังกลางของรัฐ ข้าวที่ได้มาจากโรงสีทั่วประเทศจะถูกนำมาเก็บรวมกันก่อนจะเข้าสู่ระบบระบายข้าว ขั้นตอนนี้ต้องมีการจ้าง “เซอร์เวเยอร์” มาควบคุม จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำข้าวไม่ได้คุณภาพมาปลอมปน ปริมาณข้าวไม่มีอยู่จริงในสต๊อก หรือกระทั่งมีการนำข้าวออกไปขายอย่างลับๆ
4.การฮั้วประมูลในการระบายข้าว เบื้องต้นพบว่ามีการฮั้วประมูลให้ผู้ค้าส่งออกบางราย โดยมีการรับซื้อหาข้าวคุณภาพดีในราคาถูก รวมทั้งไม่เดินเรือส่งข้าวให้ต่างประเทศ ทำให้ข้าวค้างสต๊อก ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวถุงในประเทศแพงขึ้นตามมา และเมื่อรัฐซื้อข้าวมาในราคาแพง แต่เวลาขายกลับขายถูก เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ทำให้รัฐต้องขาดทุน
ความน่ากลัวของปัญหานี้ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ ให้ความกระจ่างว่า เป็นกรณีมีบริษัทนอมินีที่ประมูลข้าวชนะ แต่ไม่ส่งข้าวออกไปต่างประเทศ โดยอ้างว่ามีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ แล้วทำหลักฐานเท็จ เช่น เอกสาร L/C (Letter of Credit) เมื่อได้โควตาไปดำเนินการ แต่ไม่ได้ส่งข้าวออกนอกประเทศจริง
“กระบวนการระบายข้าวมีการดำเนินการในทางลับ มีการฮั้วประมูลพูดคุยกับพ่อค้าส่งเฉพาะราย ทำให้รายอื่นไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ได้มีการเชิญผู้ค้าส่งออกมาทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งได้ยื่นสำนวนหลักฐานถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ส่วนเรื่องความรับผิดชอบว่าทำไมข้าวที่มีไม่ถูกระบายออกไป แล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศนั้น เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องรับผิดชอบ” พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าว
ส่วนเรื่องแรงกดดันทางการเมืองที่เข้ามาถาโถมดีเอสไอในเวลานี้ ภายหลังเข้าไปตรวจจับการทุจริตจำนำข้าว พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ ยอมรับว่า การทำงานตรวจสอบโครงการต่างๆ มักได้รับความกดดันจากหลายฝ่าย ทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่นิ่งเฉยต่อปัญหาผู้มีอำนาจ รวมถึงเกมการเมืองด้วย เพราะพยายามใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายตรงข้าม
“ตัวอย่างเช่น คดีทุจริตยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน หรือการทุจริตเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หน่วยงานที่รับผิดชอบเมื่อกลายเป็นข่าวดังก็จะขยับตัวสักที ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูกไปวันๆ ดังนั้นดีเอสไอในฐานะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงต้องทำหน้าที่เพื่อช่วยคนเดือดร้อน ไม่ได้รับความเป็นธรรม” พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ ทิ้งท้าย







